สุขภาพ

พ่อแม่ควรรู้! โรคไข้หวัดใหญ่ ภัยร้ายฤดูฝน – ฤดูหนาว ของลูกน้อย

ข้อควรปฏิบัติเมื่อลูกน้อยเป็นไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่มีทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการใกล้เคียงกับไข้หวัดปกติเป็นอย่างมาก คือ มีอาการตัวร้อน เป็นไข้ ไอ จาม หรือน้ำมูกไหล ซึ่งลักษณะอาการที่เหมือนกันทำให้ผู้ปกครองหลายคนชะล่าใจจนปล่อยให้เด็ก ๆ มีอาการหนักจึงไปพบแพทย์ ดังนั้นการสังเกตอาการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บป่วยได้

ลักษณะอาการโรคไข้หวัดใหญ่

มีไข้สูงติดต่อกันหลายวัน หากพบว่าเด็กมีไข้สูงติดต่อกันหลายวัน แม้ว่าจะกินยาและเช็ดตัวเป็นประจำก็ไม่มีทีท่าว่าไข้จะลดอาจหมายความว่าลูกน้อยกำลังป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ก็เป็นได้

มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อร่วมด้วย อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือเจ็บเนื้อตัวเมื่อถูกสัมผัสเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการไอแห้ง แม้ว่าไข้หวัดปกติและไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่อาการไอในไข้หวัดใหญ่จะมีลักษณะไอแห้ง ไม่มีเสมหะ

มีอาการคัดจมูก หรือน้ำมูกไหล แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลแต่ไม่มีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจเหนื่อยหอบ หากพบว่ามีอาการดังกล่าวร่วมด้วยอาจเป็นไปได้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโควิด – 19 ได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อลูกน้อยเป็นไข้หวัดใหญ่

เมื่อพบว่าลูกน้อยมีลักษณะอาการของไข้หวัดใหญ่ คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรปฏิบัติตัว ดังนี้

หมั่นเช็ดตัวลดไข้ วิธีการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรเช็ดย้อนแนวเส้นขนอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง แต่หากไข้ยังไม่ลดควรอาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ หรืออุ่นกว่าปกติเพียงเล็กน้อยโดยทันที สาเหตุที่ไม่ใช้น้ำอุ่นในการเช็ดตัวหรืออาบน้ำให้เด็กที่ติดไข้หวัดใหญ่เพราะทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเสี่ยงต่อการช็อกได้

รับประทานยาลดไข้ เพื่อป้องกันการเกิดไข้สูงที่เสี่ยงต่อการช็อกควรให้ลูกน้อยรับประทานยาเพื่อช่วยลดไข้เพราะจะทำให้ไข้ลดลงเร็วยิ่งขึ้น

หมั่นให้เด็กจิบน้ำบ่อย ๆ ในช่วงที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เด็กขาดน้ำได้ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นให้เด็กจิบน้ำบ่อย ๆ หรือใส่เกลือแร่ลงไปจะช่วยลดการขาดน้ำได้

พาลูกน้อยไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการของไข้หวัดใหญ่จะไม่รุนแรงแต่สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ผู้ปกครองจึงควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ด้วย

เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรคไข้หวัดใหญ่และลดความรุนแรง ผู้ปกครอง คุณพ่อ คุณแม่ควรพาเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้การสวมใส่ผ้าปิดปากและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ เป็นวิธีที่ช่วยลดการติดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

วิธีการดูแลสุขภาพ หลังหายจากโควิด

วิธีการดูแลสุขภาพ หลังหายจากโควิด

ภายหลังจากรักษาตัวจากอาการ โควิด-19 จนหายดีแล้ว นอกจากปอดแล้วยังมีอวัยวะที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากเชื้อโรคชนิดนี้โดยตรง อวัยวะบางชนิดอาจถูกทำลายไปบางส่วน ส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายส่วนอื่น ๆ อย่างหัวใจและหลอดเลือด และสมรรถภาพทางร่างกายโดยรวมได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะภาวะการติดเชื้อโควิด-19 มักส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะอักเสบของอวัยวะหลายระบบ (Multisystem Inflammatory Syndrome: MIS) ดังนั้นแม้ว่าผู้ป่วยจะรักษาตัวจนหายดีแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะหลงเหลืออาการแสดงบางอย่างได้ เกิดเป็นอาการที่เรียกว่าภาวะลองโควิด

ภาวะลองโควิด’ (Long Covid) หรือที่เรียกว่า Post-Covid Syndrome คืออาการที่มีลักษณะคล้ายกับตอนที่ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ หรืออาจเป็นอาการใหม่แบบที่ผู้ติดเชื้อไม่เคยเป็นมาก่อนได้เช่นกัน ยิ่งในกรณีของผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวมากยิ่งขึ้น แต่แม้ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อย หรือแทบไม่มีอาการเลย ก็สามารถมีอาการลองโควิดได้เช่น โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจยาวนานได้มากถึง 3 เดือนขึ้นไปอีกด้วย

ตัวอย่างอาการที่เรียกว่าลองโควิด

  1. อาการอ่อนเพลียแบบเรื้อรัง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
  2. ใจสั่น หายใจได้ไม่เต็มอิ่ม รู้สึกแน่น ๆ ที่หน้าอก
  3. มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ สมองไม่สดชื่น ความทรงจำไม่ดีเหมือนก่อนติดเชื้อ
  4. ปวดตามข้อต่าง ๆ อาจรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ตามเนื้อตัว หรือตามปลายมือปลายเท้า
  5. รู้สึกเหมือนมีไข้เกือบตลอดเวลา
  6. เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือเกิดผลกระทบต่อจิตใจหลังเผชิญกับสถานการณ์ป่วยที่รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder)

สาเหตุการเกิดภาวะ Long Covid ในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่มาของอาการ Long Covid ได้ชัดเจน แต่มีการข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. เชื้อโควิด-19 อาจทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่ออวัยวะเกิดความเสียหายก็จะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หากเกิดความเสียหายบริเวณสมอง อาจเกิดภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) หรือหากเกิดความเสียหายที่ปอด จะเกิดความผิดปกติขณะที่กำลังหายใจ เช่น หายใจถี่ ๆ เหนื่อยหอบได้ง่าย เป็นต้น
  2. ระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยเคยมีภูมิคุ้มกันร่างที่แข็งแรง แต่เมื่อหายจากโควิด-19 แล้ว ภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจหันมาทำลายเซลล์ในร่างกายของตนเองแทนได้
  3. หลงเหลือชิ้นส่วนของไวรัสโควิด-19 เอาไว้ในร่างกาย ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้อาจยังทำงานอยู่หรือไม่ก็ได้ ซึ่งจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จนเกิดอาการป่วยได้

แนวทางการฟื้นฟูร่างกายเมื่อเกิดภาวะ Long Covid เมื่อทราบเกิดอาการ Long Covid แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ และผู้ป่วยควรดูแลร่างกายเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบจากการอักเสบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ด้วย ดังนี้

  1. กินอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนมีส่วนในการซ่อม สร้าง และเสริมเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย จึงควรกินอาหารที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ อย่างเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และถั่วชนิดต่าง ๆ
  2. เลือกกินอาหารประเภทแป้งไม่ขัดสี อย่างข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เพื่อลดอัตราการดูดซึมน้ำตาลที่เร็วเกินไป เพราะน้ำตาลจะกระตุ้นการอักเสบได้
  3. เน้นการกินผักและผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่ครบถ้วน
  4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การออกกำลังกายจะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีสมรรถภาพตามเดิมได้ แต่ต้องไม่หักโหมเกินไป ควรเริ่มจากท่าออกกำลังกายเบา ๆ เน้นการเคลื่อนไหวแบบช้า ๆ แต่นานให้มากที่สุด การเร่งรีบออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้ปอด หรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำงานหนักเกินไปได้

วิตามินที่คนนิยมในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?

วิตามินที่คนนิยมในปัจจุบันมีอะไรบ้าง

ในปัจจุบันการกินวิตามินและอาหารเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัยและทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากป่วยและต้องไปหาหมอซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง การกินวิตามินตั้งแต่อายุน้อยจึงเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดี

  1. วิตามินซี – วิตามินซีถือว่าเป็นสุดยอดแห่งวิตามินเพื่อความงาม ช่วยเรื่องของความขาวใสของผิวพรรณ ช่วยแก้ปัญหาความหมองคล้ำใบหน้าจากแดดและรอยแผลเป็นต่าง ๆ ให้จางลงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ในด้านของสุขภาพภายในยังช่วยลดโอกาสเป็นโรคหวัดและภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยได้
  2. น้ำมันปลา – น้ำมันปลาหรือ Fish Oil ถือว่าเป็นวิตามินที่เหมาะกับคนผิวแห้ง เพราะเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นผิวหนังได้เมื่อรับประทานต่อเนื่องไป 3-6 เดือนขึ้นไป ทั้งยังช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะกับคนวัย 40 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาผิวแห้งหยาบกร้านและสุขภาพเริ่มทรุดโทรมจากการทำงานหนักมาหลายปี
  3. Calcium – แคลเซียมเป็นวิตามินที่สำคัญต่อผู้สูงอายุ ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่าเป็นวิตามินที่ป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้อย่างชัดเจน ในอดีตเราอาจได้รับจากการดื่มนมเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีแคลเซียมแบบเม็ดให้เลือกรับประทานได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
  4. วิตามินเอ – Vitamin A ถือว่าเป็นตัวช่วยบำรุงสายตาที่จำเป็นในโลกยุคไอที ที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลากับหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์มากขึ้น วิตามินเอจะช่วยปกป้องจอประสาทตาให้ลดอันตรายจากรังสีสีฟ้าและแสงยูวีในแดดได้
  5. สังกะสี – สังกะสีจำเป็นต่อคนที่มีปัญหาสิว ทั้งเพศชายและหญิง แนะนำให้วัยรุ่นที่มีสิวอักเสบบ่อย ๆ หรือมีจุดด่างดำบนใบหน้าที่เกิดจากการแกะสิวหรือบีบสิวเม็ดใหญ่ รับประทานสังกะสีเพิ่มเป็นประจำทุกวัน จะลดโอกาสจะเป็นสิวซ้ำ ๆ และทำให้รอยต่าง ๆ จางลงได้อย่างรวดเร็ว
  6. วิตามินบี – เราใช้สมองในการคิดและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ต้องการวิตามินบี ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้ดียิ่งขึ้น คนที่ขาดวิตามินบีจะมีอาการอ่อนเพลีย สมองตื้อคิดอะไรไม่ออก และมีอาการชาปลายมือปลายเท้าได้ แนะนำให้คนวัยเรียนและวัยทำงานรับประทานเป็นประจำ

สุขภาพของเราสามารถทำให้แข็งแรงและฟื้นฟูได้ด้วยวิตามินอาหารเสริมหลากหลายชนิด เพียงเลือกที่เหมาะกับเราและรับประทานอย่างต่อเนื่องก็จะเห็นผลในทางที่ดีตามที่ต้องการ ที่สำคัญคือควรดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สุขภาพดีอยู่กับเราไปนาน ๆ

จัดการสไตส์ใช้ชีวิต ฉบับห่างไกลโรคมะเร็ง

จัดการสไตส์ใช้ชีวิต ฉบับห่างไกลโรคมะเร็ง

เมื่อเอ่ยถึงโรคมะเร็ง เชื่อว่าทุกคนต่างก็เกรงกลัวกันทั้งนั้น เพราะเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานและทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง ย่อมกระทบต่อคุณภาพชีวิต การสร้างรายได้และทำให้เงินออมที่มีอยู่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

อาหาร – สิ่งสำคัญข้อแรกคือ เรื่องอาหารการกินในชีวิตประจำวัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานทุกวัน บางประเภทส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น เช่น อาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้ หรือทอดด้วยน้ำมันเดิมซ้ำ ๆ วิธีที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารไม่ซ้ำกันบ่อยเกินไป ควรรับประทานผักและผลไม้สดมากขึ้น ทั้งนี้ การรับประทานผักผลไม้สดก็ต้องล้างให้สะอาด แช่เบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูก่อน 10-15 นาที เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและสารเคมีที่ผิวของผักผลไม้ก่อน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลดลงได้

อากาศ – เชื่อหรือไม่ว่าอากาศก็มีความสำคัญต่อการเป็นมะเร็งได้ เนื่องจากอากาศที่เราหายใจเข้าไปหากไม่บริสุทธิ์มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่มาก หรือมีละอองฝอยของโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมเช่น บ้านอยู่ใกล้บริเวณโรงงานอุตสาหกรรม หรือมีละอองสารเคมีที่มาจากไร่นาเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการป้องกันแมลงฉีดลอยมาตามลมบ่อย ๆ หากเราสูดหายใจเข้าไปก็จะเสี่ยงเกิดการสะสมของสารก่อมะเร็งภายในทางเดินหายใจได้มากกว่าคนอื่น

อารมณ์ – อารมณ์ที่เครียดสูงต่อเนื่องมีผลต่อการหลั่งสารเคมีในสมองและสารชีวภาพในระดับเซลล์ ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่และร่างกายทรุดโทรม ทั้งยังเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่ตามมาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หากอยากห่างไกลจากมะเร็งต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีสุขภาพจิตดี ใจเย็น สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเองบ่อย ๆ หรือหาตัวช่วยเช่น เล่นเกมส์ ดูคลิปตลก ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้

ออกกำลังกาย – การออกกำลังกายจะกระตุ้นให้ร่างกายปรับสมดุลดีขึ้น นอกจากทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นแล้ว ระบบฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ ในอวัยวะต่าง ๆ ยังทำงานได้ดีขึ้น ทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง อันมีการวิจัยทางการแพทย์พบว่าอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วมาออกกำลังกายกัน จะว่ายน้ำ เดินเร็ว กระโดดเชือก เล่นแบดมินตัน ฯลฯ ก็ดีทั้งนั้น ขอเพียงทำเป็นประจำทุกวัน จะทำให้สุขภาพกายและจิตดี ห่างไกลโรคมะเร็งได้มากขึ้นแน่นอน

ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานั้น สำคัญต่อเราทุกคน เพียงแต่เรามักมองข้ามไป เนื่องจากให้ความสำคัญกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันในด้านอื่นมากกว่า ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ห้ามเพิกเฉยในการดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลมะเร็ง เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขได้ยาวนาน

การดูแลทารกแรกเกิดให้สุขภาพกายใจดีตั้งแต่แบเบาะ

การดูแลทารกแรกเกิดให้สุขภาพกายใจดีตั้งแต่แบเบาะ

ทารกเป็นวัยที่บอบบางไม่สามารถสื่อสารหรือช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและต้องคอยสังเกตอาการ-พฤติกรรมลูกตลอดเวลา ทารก มีความหมายถึงเด็กในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี ทารกที่อยู่ในช่วงแรกเกิด – 1 เดือน จะเรียกว่าทารกแรกเกิด ซึ่งในช่วงวัยนี้พ่อแม่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องศึกษาวิธีสังเกต เรียนรู้ขั้นตอนการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้องและทำให้ทารกสมบูรณ์ที่สุด 

โดยมีวิธีการดูแลทารกแรกเกิดที่ไม่ควรมองข้ามหลัก ๆ มีดังนี้

1. การอุ้ม 

สัมผัสที่สื่อได้ถึงความรัก ความอบอุ่นที่มีต่อทารก เป็นส่วนสำคัญของการดูแลจิตใจลูกน้อย ซึ่งการอุ้มทารกแรกเกิดมีอยู่ด้วยกัน 3 ท่าที่สำคัญ คือ อุ้มในท่าปกติ ให้ลูกรู้สึกสบาย อบอุ่น, อุ้มในท่าเรอ เพื่อไล่ลมออก และอุ้มปลอบ ทำให้ทารกรู้สึกสงบ ปลอดภัย

2. อาหาร 

ในช่วงวัยแรกเกิดจำเป็นต้องให้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่ให้คุณค่าได้ดีเท่านมแม่อีกแล้ว และควรให้นมแม่ร่วมกับอาหารเสริมจนถึง 2 ปี โดยต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการให้ความรู้เรื่องอาหารเสริมที่ถูกต้องตามชนิดและช่วงวัย

3. อาบน้ำ 

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก ควบคุมอารมณ์ความตื่นเต้น ตระหนก ตกใจของตัวเองให้ดีไม่เช่นนั้นลูกจะรู้สึกไม่ปลอดภัย สถานที่ก็สำคัญต้องไม่อาบในที่มีลมผ่านมากเกินไป ควรอาบในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 5 – 7 นาทีก็เพียงพอแล้ว และไม่ควรอาบน้ำทารกทันทีหลังให้นมเสร็จ เพราะทารกอาจจะไม่สบายได้

4. วัคซีน 

ปกติทารกแรกเกิดจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) และตับอักเสบบี ก่อนออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว พ่อแม่ต้องดูแลทำความสะอาดบริเวณที่ฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ และใส่ใจวันมารับวัคซีนอื่น ๆ ตามใบนัดแต่ละช่วงวัยของลูก

5. พบแพทย์ 

ทารกวัยนี้ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ หากมีอะไรผิดปกติหรือพ่อแม่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ควรไปพบแพทย์ทันทีอย่าปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะอันตรายอาจเกิดขึ้นกับลูกได้ถ้ารักษาหรือแก้ไขไม่ทัน ปัจจุบันมีสายด่วนเกี่ยวกับแม่และเด็กมากมาย พ่อแม่ควรมีข้อมูลเบอร์โทรที่น่าเชื่อถือเพื่อสอบถามเบื้องต้นก่อนพบแพทย์ด้วย

ทารกแรกเกิดเป็นวัยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากการดูแลในเรื่องของการอุ้ม, อาหาร, การอาบน้ำ, การรับวัคซีน และการพบแพทย์แล้ว ความสะอาด ต้องมีในทุกขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูก พ่อแม่จำเป็นต้องสังเกตลูกในทุก ๆ เรื่องตลอดเวลา เพราะทารกต้องปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่เมื่อคลอดออกจากท้องแม่ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พ่อและแม่จะปรับตัวไปพร้อม ๆ กันกับลูก เพื่อให้ทารกเติบโตมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ในทุกด้าน จากการเอาใจใส่และดูแลด้วยความรัก ทำให้ได้รับความอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยมั่นคง

สุขภาพใจดี มีวิธีทำได้ง่าย ๆ

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ การบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องบำรุงสุขภาพใจให้ดีด้วย เพื่อให้มีพลังในการทำสิ่งที่ดีทุกวัน ลดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งจากสถิติทางการแพทย์พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นทุกวัน เช่น โรคเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ เราจึงควรรู้วิธีทำให้สุขภาพใจดีแบบง่าย ๆ

คิดตามความเป็นจริง – บางคนเชื่อในเรื่องของการคิดบวก แต่เราอยากเสนอให้คิดตามความเป็นจริง เพื่อให้ยอมรับกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ไม่มองในแง่ลบมากเกินไปให้วิตกกังวลเครียดเกินกว่าเหตุ และไม่มองในแง่ที่ดีเกินไปแบบโลกสวย จนตามคนอื่นไม่ทัน เสียรู้ ทำให้ถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ การคิดตามความเป็นจริงจึงช่วยให้เราอยู่อย่างไม่ประมาทและมีความสุขตามอัตภาพ

แบ่งปันเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี – การแบ่งปันเพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ต่อตัวเองเกิดได้จากการเสียสละสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่ผู้อื่น เช่น บริจาคเสื้อผ้าข้าวปลาอาหารให้แก่องค์กรมูลนิธิต่าง ๆ ที่เลี้ยงดูเด็ก คนชรา ผู้ป่วยอนาถา หรือแม้แต่สุนัขแมวจรจัด นอกจากนี้ การให้คำแนะนำที่ดีเพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำชีวิตที่ดีขึ้น เราเองก็จะรู้สึกดีใจและเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองในแต่ละวันมากยิ่งขึ้นด้วย

หาวิธีคลายเครียดจากงาน – การทำงานที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะเครียดได้ เราจึงต้องหาช่วงผ่อนคลายสมอง อาจจะเป็นการผ่อนคลายอิริยาบถทุก ๆ 1 ชั่วโมง ครั้งละ 5-10 นาที ด้วยการเดินเล่น หรือกำหนดเวลาออกกำลังกายในช่วงเย็นเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนที่ดีออกมา ช่วยปรับสมดุลจากภายในได้ดีขึ้น ไม่ใช่เลิกงานมานั่งกลุ่มกับการหา ทีเด็ดบอลเต็ง

ปรับสัมพันธภาพกับผู้คน – การปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน เราจึงต้องพยายามเข้าใจนิสัยของแต่ละคน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะทำให้ลดความบาดหมางที่จะเป็นปัญหาของสุขภาพจิตตามมาได้

โภชนาการ – สารอาหารต่าง ๆ ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ที่จำเป็นต่ออวัยวะทุกส่วน ซึ่งทำให้ร่างกายแข็งแรง คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เวลาเจ็บป่วย เรามักจะหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี นั่นก็คือสุขภาพแย่ลง สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างสุขภาพใจที่ต้องให้ความสำคัญ

สุขภาพใจที่ดีต้องมาจากการดูแลสุขภาพตัวเองจากภายใน เสริมสร้างทักษะทางสังคม การบริหารความสัมพันธ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้องต่อผู้อื่น จึงจะทำให้เรามีภูมิต้านทานทางใจที่ดี จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการป่วยทางใจได้

ดื่มน้ำอย่างไรให้ผิวสวย แถมสุขภาพดีอีกด้วย

เพราะร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการจึงมีส่วนทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสอดคล้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมแล้ว รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำตามช่วงเวลานอกจากดีต่อสุขภาพแล้วยังทำให้ผิวสวยอีกด้วย

ดื่มตามความต้องการของร่างกาย

เพราะน้ำหนักตัวคนเราไม่เท่ากัน ความต้องการน้ำจึงแตกต่างกันตามไปด้วย สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ต้องการต่อวัน คำนวณได้ง่าย ๆ คือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ 2 x 2.2 x 30 ผลลัพธ์ที่ได้คือปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการแต่ละวัน นอกจากนี้ ใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน ๆ หรือออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำมากกว่าปริมาณที่คำนวณเพราะร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ไม่แห้งกร้าน และทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ

แม้การดื่มน้ำจะมีข้อดีทั้งเรื่องความงามและสุขภาพ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ควรดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ เช่น ดื่มน้ำครั้งละ 800 มิลลิลิตร หรือดื่มน้ำครั้งละ 1 ลิตร เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษหรือภาวะที่ปริมาณโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ผลกระทบคือวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดและอาเจียน ดังนั้น ควรทยอยดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ดื่มบ่อย ๆ รับรองสุขภาพดีแถมผิวใสอีกด้วย

ดื่มน้ำตามช่วงเวลา

การดื่มน้ำตามช่วงเวลาคือวิธียอดนิยมสำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าควรดื่มน้ำเวลาใดถึงดีที่สุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการหลงลืม และเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ผลลัพธ์ที่ได้คือสุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้น โดยช่วงเวลาเหมาะสมต่อการดื่มน้ำ ดังนี้

  • ดื่มน้ำหลังตื่นนอน เพราะตลอดเวลา 6-8 ชั่วโมงที่นอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายขาดน้ำ การเติมน้ำแก่ร่างกายทันทีหลังตื่นนอนนอกจากช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้วยังกระตุ้นระบบเผาผลาญ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • ดื่มน้ำก่อนและหลังมื้ออาหาร โดยการดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ทานอาหารปริมาณน้อยลง ส่วนการดื่มน้ำหลังอาหารจะช่วยเรื่องการดูดซึมและลดอาการท้องผูก
  • ดื่มน้ำก่อนนอน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะไม่ได้รับน้ำติดต่อกันหลายชั่วโมง การดื่มน้ำเวลานี้จึงช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้ดี

เมื่อน้ำมีประโยชน์ต่อสุขภาพและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มความงาม ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผิวสวยจากภายใน แถมยังเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก เพราะฉะนั้นอย่าลืมหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้สำหรับสาวกคอบอล รู้ว่าบอลเตะดึกก็ควรนอนก่อนแล้วตื่นมาเช็คผลบอลเมื่อคืนแทนการฝืนนอนดึก ซึ่งทำให้หน้าตาเหี่ยวโทรมได้ง่าย วิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ไม่ลืมดื่มน้ำ คือ ซื้อขวดน้ำปริมาณ 2-3 ลิตร จากนั้นรินน้ำเตรียมไว้ทุกเช้า และทยอยดื่มตามช่วงเวลาจนกว่าจะหมด เชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้การดื่มน้ำเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

กินอาหารตรงเวลาสำคัญต่อสุขภาพพอๆ กับสารอาหารครบถ้วน

กินอาหารตรงเวลาสำคัญต่อสุขภาพพอๆ กับสารอาหารครบถ้วน

พฤติกรรมการกินเป็นสิ่งสำคัญ คนรักสุขภาพมักจะใส่ใจเรื่องอาหารที่ดีต่อร่างกาย สารอาหารครบถ้วน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่มักลืมสังเกตไปว่าตนเองกินข้าวไม่ตรงเวลา การใช้ชีวิตตามใจกินอาหารตามความสะดวกหรือกินด้วยความรีบเร่งไม่เป็นผลดี สุขภาพที่ดีมาจากวินัยการกินซึ่งมีความสำคัญพอ ๆ กับสารอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย เหตุใดการกินตรงเวลาจึงสำคัญ เรามีคำตอบให้ดังนี้

1.สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการมีระเบียบวินัย เลือกสารอาหารที่เหมาะสมมีครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และผักผลไม้ กินให้ตรงเวลาและนอนหลับให้เพียงพอ จะละเลยอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ ปรับนิสัยให้เคยชินกับอาหารวันละสามมื้อหรือปรับให้เหมาะสม เช่น เมื่ออายุมากขึ้นกินแต่ละมื้อน้อยลงจะปรับเป็นมื้อย่อยวันละ 5-6 มื้อก็ได้ ที่สำคัญคือรักษาเวลาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะหรือเป็นโรคกระเพาะ โดยปกติร่างกายคนเราใช้เวลาย่อยอาหารประมาณ 3-4 ชั่วโมง ระยะห่างระหว่างมื้อจึงไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง ถ้าเว้นระยะนานหรือกินข้าวไม่ตรงเวลาจะเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น หลีกเลี่ยงโรคกระเพาะได้ด้วยการเสริมอาหารว่างอย่างน้อย 2 มื้อระหว่างมื้อเช้า กลางวัน และเย็น

2.มื้ออาหารเป็นตัวกำหนดการเผาผลาญของร่างกาย ตื่นนอนตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ระบบเผาผลาญทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด กินอาหารเช้าจะย่อยเร็วและส่งผลกระทบต่อมื้ออื่นตลอดวัน ส่วนอาหารมื้อเย็นควรรับประทานก่อนเวลา 20.00 น. เพื่อให้อาหารย่อยง่ายและดีต่อการควบคุมน้ำหนัก ถ้ากินดึกเกินไปทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากเป็นเท่าตัว มื้อเย็นไม่ควรมีโปรตีนมากเพราะต้องใช้เวลาย่อยนานเกินไป การรับประทานอาหารตรงเวลายังเป็นผลดีต่อตับซึ่งเป็นอวัยวะทำหน้าที่ล้างพิษในร่างกาย ถ้ากินอาหารใกล้กับเวลานอน จะทำให้ขับสารพิษออกมาได้ยากขึ้น

3.ช่วงเวลาดีที่สุดสำหรับอาหารแต่ละมื้อ มีดังนี้

  • มื้อเช้า ควรรับประทานอาหารภายใน 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอน เพื่อกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้เกิดเร็วขึ้น ยิ่งกินมื้อเช้าเร็วเท่าไร การเผาผลาญยิ่งมีประสิทธิภาพ ทำให้สุขภาพดีขึ้น
  • มื้อกลางวัน ระบบย่อยอาหารทำงานดีที่สุดระหว่างเวลา 12.00 น. ถึง 14.00 น. ทำให้ร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้มากที่สุด มื้อนี้ควรจะเบากว่าอาหารเช้าและอาหารเย็น
  • มื้อเย็น เวลาที่เหมาะสมคือระหว่าง 17.00-18.00 น. หรือช้าที่สุดไม่เกิน 20.00 น. อาหารกลางวันและอาหารเย็นห่างกันไม่เกิน 4 ชั่วโมง อาจเลือกรับประทานของว่างหรือผลไม้เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป งดกินอาหารก่อนนอน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ย่อยอาหารได้หมดและนอนหลับสนิทตลอดคืน

ประโยชน์ของการกินตรงเวลาทุกวันจะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ผล ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคได้ ความเหมาะสมของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรับสมดุลและจัดตารางมื้ออาหารให้เหมาะกับตัวคุณที่สุด

4 เคล็ดลับ เปลี่ยนคุณเป็นสาวสุขภาพดี

4 เคล็ดลับ เปลี่ยนคุณเป็นสาวสุขภาพดี

เชื่อได้ว่า หลายคนคงเคยได้ยินกับประโยคที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง” ซึ่งผลพลอยได้จากการมีสุขภาพดีนั้น นอกจากจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังส่งผลไปถึงสุขภาพจิตที่จะสดชื่น เบิกบาน อารมณ์ดีอีกด้วย ดังนั้น วันนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สาว ๆ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสาวผิวสวยสุขภาพดี เราจึงมี 4 เคล็ดลับมาแนะนำกัน…

1.เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์
“You are what you eat” เป็นประโยคสุด Classic ที่ใช้ได้มาอย่างยาวนาน เพราะสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปนั้น ย่อมส่งผลกับสุขภาพของคุณโดยตรง เช่น ถ้าคุณทานผลไม้ที่มีน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะส่งผลให้คุณมีน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นได้ แม้จะเป็นผลไม้ก็ตาม เป็นต้น เพราะฉะนั้น นอกจากคุณควรจะต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นทานโปรตีนและลดอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูงแล้ว คุณควรจะทานอาหารแต่ละประเภทในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปนั่นเอง

2.หาเวลาออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญหากคุณต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายและระบบอื่น ๆ ทำงานได้ดี ส่งผลให้คุณรู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีพลังกาย พลังใจที่ดีขึ้น โดยขอแนะนำให้คุณหาเวลาในการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายก็คือ พยายามหาประเภทการออกกำลังกายที่คุณชื่นชอบให้เจอ เพื่อทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกสนาน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่คุณรอคอยและอยากที่จะทำ

3.เพิ่มพลัง (คิด) บวก
การคิดบวก จะช่วยคุณในเรื่องของการขจัดความเครียดซึ่งเจ้าความเครียดนี้มีผลต่อการทำให้สุขภาพคุณแย่ลงได้ ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คร่ำเครียดอยู่กับงาน หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อยากให้คุณหาวิธีการผ่อนคลายและเพิ่มพลังชีวิต คิดบวกให้กับตัวคุณเองด้วย

4.พักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง
การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง เป็นเรื่องที่คุณไม่ควรละเลยหากว่าอยากจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี สดชื่นแจ่มใส เพราะการนอนพักผ่อนจะช่วยให้คุณผ่อนคลายและร่างกายจะหลั่งสารต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ยิ่งหากอู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ด้วยแล้ว การพักผ่อนให้เต็มที่จะทำให้ร่างกายเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็นอีกด้วย

สำหรับ 4 เคล็ดลับที่นำมาฝากกันในวันนี้ หากคุณามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็จะทำให้คุณมีความสุขกาย สุขใจ ที่มาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างแน่นอน

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน อาชีพที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอาชีพฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินและเสียเวลาเดินทางไปทำงาน สามารถรับงานและทำงานเองได้ในพื้นที่ของตัวเอง หลายปีมานี้อาชีพฟรีแลนซ์จึงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวรุ่นใหม่เพราะเต็มไปด้วยความอิสระ ที่สามารถตัดสินใจรับงานและทำงานในเวลาและสถานที่ไหนก็ได้ แต่ด้วยความอิสระดังกล่าวก็ต้องแลกมากับสุขภาพที่ร่วงโรย เพราะเมื่อชาวอาชีพเลือกรับงานมาแล้วก็มักจะมีนิสัยที่คล้ายคลึงกันคือหักโหมกับงานอย่างมาก ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่งอยู่ในท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน ซี่งอาจส่งผลให้คนที่ทำอาชีพนี้มักมีปัญหาของโรค RSI (Repetitive Strain Injury) อันเป็นโรคที่เกิดจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับบาดเจ็บสะสมกันเป็นระยะเวลานานจากการทำงาน ที่อาจเริ่มจากอาการบาดเจ็บปวดเมื่อยเพียงเล็กน้อยในระยะแรก จนพัฒนากลายเป็นอาการปวดขั้นรุนแรงจนไม่สามารถใช้งานอวัยวะบางส่วนได้สะดวก มีอาการปวดอักเสบต้องหายาแก้ปวดมารับประทาน บางรายอาจต้องไปไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอาการปวดดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นฝันร้ายของอาชีพฟรีแลนซ์อย่างมาก

เหตุนี้ เราจึงมาแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่ฝันร้ายดังกล่าวของชาวฟรีแลนซ์ อันดับแรกเราควรเริ่มที่กิจวัตรในการทำงานอย่างวิธีการนั่งทำงานให้ถูกวิธี คือ

  1. นั่งตัวตรงให้หลังแนบไปกับพนักพิงของเก้าอี้
  2. วางข้อศอกและแขนไว้ที่พักแขน
  3. นั่งให้ก้นชิดกับเก้าอี้
  4. ในระหว่างทำงานให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับจอคอมพิวเตอร์
  5. ควรวางเท้าให้ราบกับพื้น

ซึ่งทั้ง 5 วิธีการนี้ถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่ชาวฟรีแลนซ์ควรนำไปใช้อย่างยิ่ง

ต่อไปสิ่งที่เราจะแนะนำให้ทำคือการจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่ควรรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงาน และระหว่างทำงาน ชาวฟรีแลนซ์คงเคยชินกับการทำงานที่บางครั้งมีความเร่งรีบเพื่อที่จะต้องทำงานให้ทันกำหนดส่งลูกค้า และเพื่อให้ประหยัดเวลาในบางครั้งจึงต้องรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงานไปด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้บ่อยครั้งเข้ามันไม่ส่งผลดีต่อการทำงานเลย เพราะมีการศึกษาได้พบว่า การที่เรารับประทานอาหารไปด้วยและทำงานไปด้วยนั้นอาจทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เพราะใจยังคงจดจ่ออยู่กับการทำงานเพื่อให้ทันเวลา ทำให้สมองรู้สึกถึงความอิ่มที่ช้าลง จนในสุดท้ายการทำเช่นนี้เป็นประจำก็ทำให้น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ทางที่ดีเพื่อลดผลกระทบที่ตามมา ชาวฟรีแลนซ์ทุกคนควร จัดสรรเวลาให้อย่างเหมาะสม เมื่อถึงเวลาต้องรับประทานอาหาร ก็ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และควรรับประทานอาหารในที่เฉพาะ เช่น บนโต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงสภาวะการทำงานที่ไม่สมดุลกับเวลา นอกจากนั้นการจัดสรรเวลา ควรจัดให้มีการพักเป็นระยะ ยกตัวอย่าง ควรแบ่งเวลาพักเป็น 1- 2 ชั่วโมงต่อครั้ง ให้ลุกออกจากเก้าอี้ทำงานหลีกหนีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ออกไปสูดอากาศนอกห้อง พักสายตาด้วยการมองสิ่งของที่มีสีเขียวอย่างต้นไม้ เพื่อให้เป็นการพักอวัยวะยืดเส้นยืดสาย และทำให้สายตาได้พักผ่อนพร้อมที่จะกลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

สุดท้าย สิ่งที่ชาวฟรีแลนซ์ไม่ควรละเลยเพื่อจะให้ยังคงมีสุขภาพที่ดีและพร้อมที่จะไปสู้กับงาน ก็คือ การออกกำลังกาย ชาวฟรีแลนซ์นั้นมักจะทราบกันดีว่าอาชีพแบบนี้นั้น เวลาทุกวินาทีนั้นมีค่า แต่อย่างไรก็ตามหากเทียบกันแล้วระหว่างเม็ดเงินที่ได้มากับสุขภาพที่เสียไปนั้น เราควรรักษาสุขภาพที่ดีไว้ดีกว่า เพื่อที่จะไม่ต้องนำเงินที่หามาได้มารักษาตัวเองจากอาการเจ็บป่วย เพราะฉะนั้น ชาวฟรีแลนซ์ควรระลึกอยู่เสมอว่า ควรหาเวลาเพื่อออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งเวลาภายในหนึ่งสัปดาห์ ให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงานของเราชาวฟรีแลนซ์ในระยะยาวต่อไป