สุขภาพ

จัดการสไตส์ใช้ชีวิต ฉบับห่างไกลโรคมะเร็ง

จัดการสไตส์ใช้ชีวิต ฉบับห่างไกลโรคมะเร็ง

เมื่อเอ่ยถึงโรคมะเร็ง เชื่อว่าทุกคนต่างก็เกรงกลัวกันทั้งนั้น เพราะเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานและทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง ย่อมกระทบต่อคุณภาพชีวิต การสร้างรายได้และทำให้เงินออมที่มีอยู่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

อาหาร – สิ่งสำคัญข้อแรกคือ เรื่องอาหารการกินในชีวิตประจำวัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานทุกวัน บางประเภทส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น เช่น อาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้ หรือทอดด้วยน้ำมันเดิมซ้ำ ๆ วิธีที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารไม่ซ้ำกันบ่อยเกินไป ควรรับประทานผักและผลไม้สดมากขึ้น ทั้งนี้ การรับประทานผักผลไม้สดก็ต้องล้างให้สะอาด แช่เบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูก่อน 10-15 นาที เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและสารเคมีที่ผิวของผักผลไม้ก่อน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลดลงได้

อากาศ – เชื่อหรือไม่ว่าอากาศก็มีความสำคัญต่อการเป็นมะเร็งได้ เนื่องจากอากาศที่เราหายใจเข้าไปหากไม่บริสุทธิ์มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่มาก หรือมีละอองฝอยของโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมเช่น บ้านอยู่ใกล้บริเวณโรงงานอุตสาหกรรม หรือมีละอองสารเคมีที่มาจากไร่นาเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการป้องกันแมลงฉีดลอยมาตามลมบ่อย ๆ หากเราสูดหายใจเข้าไปก็จะเสี่ยงเกิดการสะสมของสารก่อมะเร็งภายในทางเดินหายใจได้มากกว่าคนอื่น

อารมณ์ – อารมณ์ที่เครียดสูงต่อเนื่องมีผลต่อการหลั่งสารเคมีในสมองและสารชีวภาพในระดับเซลล์ ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่และร่างกายทรุดโทรม ทั้งยังเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่ตามมาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หากอยากห่างไกลจากมะเร็งต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีสุขภาพจิตดี ใจเย็น สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเองบ่อย ๆ หรือหาตัวช่วยเช่น เล่นเกมส์ ดูคลิปตลก ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้

ออกกำลังกาย – การออกกำลังกายจะกระตุ้นให้ร่างกายปรับสมดุลดีขึ้น นอกจากทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นแล้ว ระบบฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ ในอวัยวะต่าง ๆ ยังทำงานได้ดีขึ้น ทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง อันมีการวิจัยทางการแพทย์พบว่าอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วมาออกกำลังกายกัน จะว่ายน้ำ เดินเร็ว กระโดดเชือก เล่นแบดมินตัน ฯลฯ ก็ดีทั้งนั้น ขอเพียงทำเป็นประจำทุกวัน จะทำให้สุขภาพกายและจิตดี ห่างไกลโรคมะเร็งได้มากขึ้นแน่นอน

ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานั้น สำคัญต่อเราทุกคน เพียงแต่เรามักมองข้ามไป เนื่องจากให้ความสำคัญกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันในด้านอื่นมากกว่า ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ห้ามเพิกเฉยในการดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลมะเร็ง เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขได้ยาวนาน

การดูแลทารกแรกเกิดให้สุขภาพกายใจดีตั้งแต่แบเบาะ

การดูแลทารกแรกเกิดให้สุขภาพกายใจดีตั้งแต่แบเบาะ

ทารกเป็นวัยที่บอบบางไม่สามารถสื่อสารหรือช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและต้องคอยสังเกตอาการ-พฤติกรรมลูกตลอดเวลา ทารก มีความหมายถึงเด็กในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี ทารกที่อยู่ในช่วงแรกเกิด – 1 เดือน จะเรียกว่าทารกแรกเกิด ซึ่งในช่วงวัยนี้พ่อแม่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องศึกษาวิธีสังเกต เรียนรู้ขั้นตอนการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้องและทำให้ทารกสมบูรณ์ที่สุด 

โดยมีวิธีการดูแลทารกแรกเกิดที่ไม่ควรมองข้ามหลัก ๆ มีดังนี้

1. การอุ้ม 

สัมผัสที่สื่อได้ถึงความรัก ความอบอุ่นที่มีต่อทารก เป็นส่วนสำคัญของการดูแลจิตใจลูกน้อย ซึ่งการอุ้มทารกแรกเกิดมีอยู่ด้วยกัน 3 ท่าที่สำคัญ คือ อุ้มในท่าปกติ ให้ลูกรู้สึกสบาย อบอุ่น, อุ้มในท่าเรอ เพื่อไล่ลมออก และอุ้มปลอบ ทำให้ทารกรู้สึกสงบ ปลอดภัย

2. อาหาร 

ในช่วงวัยแรกเกิดจำเป็นต้องให้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่ให้คุณค่าได้ดีเท่านมแม่อีกแล้ว และควรให้นมแม่ร่วมกับอาหารเสริมจนถึง 2 ปี โดยต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการให้ความรู้เรื่องอาหารเสริมที่ถูกต้องตามชนิดและช่วงวัย

3. อาบน้ำ 

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก ควบคุมอารมณ์ความตื่นเต้น ตระหนก ตกใจของตัวเองให้ดีไม่เช่นนั้นลูกจะรู้สึกไม่ปลอดภัย สถานที่ก็สำคัญต้องไม่อาบในที่มีลมผ่านมากเกินไป ควรอาบในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 5 – 7 นาทีก็เพียงพอแล้ว และไม่ควรอาบน้ำทารกทันทีหลังให้นมเสร็จ เพราะทารกอาจจะไม่สบายได้

4. วัคซีน 

ปกติทารกแรกเกิดจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) และตับอักเสบบี ก่อนออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว พ่อแม่ต้องดูแลทำความสะอาดบริเวณที่ฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ และใส่ใจวันมารับวัคซีนอื่น ๆ ตามใบนัดแต่ละช่วงวัยของลูก

5. พบแพทย์ 

ทารกวัยนี้ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ หากมีอะไรผิดปกติหรือพ่อแม่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ควรไปพบแพทย์ทันทีอย่าปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะอันตรายอาจเกิดขึ้นกับลูกได้ถ้ารักษาหรือแก้ไขไม่ทัน ปัจจุบันมีสายด่วนเกี่ยวกับแม่และเด็กมากมาย พ่อแม่ควรมีข้อมูลเบอร์โทรที่น่าเชื่อถือเพื่อสอบถามเบื้องต้นก่อนพบแพทย์ด้วย

ทารกแรกเกิดเป็นวัยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากการดูแลในเรื่องของการอุ้ม, อาหาร, การอาบน้ำ, การรับวัคซีน และการพบแพทย์แล้ว ความสะอาด ต้องมีในทุกขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูก พ่อแม่จำเป็นต้องสังเกตลูกในทุก ๆ เรื่องตลอดเวลา เพราะทารกต้องปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่เมื่อคลอดออกจากท้องแม่ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พ่อและแม่จะปรับตัวไปพร้อม ๆ กันกับลูก เพื่อให้ทารกเติบโตมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ในทุกด้าน จากการเอาใจใส่และดูแลด้วยความรัก ทำให้ได้รับความอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยมั่นคง

สุขภาพใจดี มีวิธีทำได้ง่าย ๆ

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ การบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องบำรุงสุขภาพใจให้ดีด้วย เพื่อให้มีพลังในการทำสิ่งที่ดีทุกวัน ลดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งจากสถิติทางการแพทย์พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นทุกวัน เช่น โรคเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ เราจึงควรรู้วิธีทำให้สุขภาพใจดีแบบง่าย ๆ

คิดตามความเป็นจริง – บางคนเชื่อในเรื่องของการคิดบวก แต่เราอยากเสนอให้คิดตามความเป็นจริง เพื่อให้ยอมรับกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ไม่มองในแง่ลบมากเกินไปให้วิตกกังวลเครียดเกินกว่าเหตุ และไม่มองในแง่ที่ดีเกินไปแบบโลกสวย จนตามคนอื่นไม่ทัน เสียรู้ ทำให้ถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ การคิดตามความเป็นจริงจึงช่วยให้เราอยู่อย่างไม่ประมาทและมีความสุขตามอัตภาพ

แบ่งปันเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี – การแบ่งปันเพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ต่อตัวเองเกิดได้จากการเสียสละสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่ผู้อื่น เช่น บริจาคเสื้อผ้าข้าวปลาอาหารให้แก่องค์กรมูลนิธิต่าง ๆ ที่เลี้ยงดูเด็ก คนชรา ผู้ป่วยอนาถา หรือแม้แต่สุนัขแมวจรจัด นอกจากนี้ การให้คำแนะนำที่ดีเพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำชีวิตที่ดีขึ้น เราเองก็จะรู้สึกดีใจและเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองในแต่ละวันมากยิ่งขึ้นด้วย

หาวิธีคลายเครียดจากงาน – การทำงานที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะเครียดได้ เราจึงต้องหาช่วงผ่อนคลายสมอง อาจจะเป็นการผ่อนคลายอิริยาบถทุก ๆ 1 ชั่วโมง ครั้งละ 5-10 นาที ด้วยการเดินเล่น หรือกำหนดเวลาออกกำลังกายในช่วงเย็นเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนที่ดีออกมา ช่วยปรับสมดุลจากภายในได้ดีขึ้น ไม่ใช่เลิกงานมานั่งกลุ่มกับการหา ทีเด็ดบอลเต็ง

ปรับสัมพันธภาพกับผู้คน – การปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน เราจึงต้องพยายามเข้าใจนิสัยของแต่ละคน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะทำให้ลดความบาดหมางที่จะเป็นปัญหาของสุขภาพจิตตามมาได้

โภชนาการ – สารอาหารต่าง ๆ ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ที่จำเป็นต่ออวัยวะทุกส่วน ซึ่งทำให้ร่างกายแข็งแรง คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เวลาเจ็บป่วย เรามักจะหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี นั่นก็คือสุขภาพแย่ลง สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างสุขภาพใจที่ต้องให้ความสำคัญ

สุขภาพใจที่ดีต้องมาจากการดูแลสุขภาพตัวเองจากภายใน เสริมสร้างทักษะทางสังคม การบริหารความสัมพันธ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้องต่อผู้อื่น จึงจะทำให้เรามีภูมิต้านทานทางใจที่ดี จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการป่วยทางใจได้

ดื่มน้ำอย่างไรให้ผิวสวย แถมสุขภาพดีอีกด้วย

เพราะร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการจึงมีส่วนทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสอดคล้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมแล้ว รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำตามช่วงเวลานอกจากดีต่อสุขภาพแล้วยังทำให้ผิวสวยอีกด้วย

ดื่มตามความต้องการของร่างกาย

เพราะน้ำหนักตัวคนเราไม่เท่ากัน ความต้องการน้ำจึงแตกต่างกันตามไปด้วย สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ต้องการต่อวัน คำนวณได้ง่าย ๆ คือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ 2 x 2.2 x 30 ผลลัพธ์ที่ได้คือปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการแต่ละวัน นอกจากนี้ ใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน ๆ หรือออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำมากกว่าปริมาณที่คำนวณเพราะร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ไม่แห้งกร้าน และทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ

แม้การดื่มน้ำจะมีข้อดีทั้งเรื่องความงามและสุขภาพ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ควรดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ เช่น ดื่มน้ำครั้งละ 800 มิลลิลิตร หรือดื่มน้ำครั้งละ 1 ลิตร เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษหรือภาวะที่ปริมาณโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ผลกระทบคือวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดและอาเจียน ดังนั้น ควรทยอยดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ดื่มบ่อย ๆ รับรองสุขภาพดีแถมผิวใสอีกด้วย

ดื่มน้ำตามช่วงเวลา

การดื่มน้ำตามช่วงเวลาคือวิธียอดนิยมสำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าควรดื่มน้ำเวลาใดถึงดีที่สุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการหลงลืม และเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ผลลัพธ์ที่ได้คือสุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้น โดยช่วงเวลาเหมาะสมต่อการดื่มน้ำ ดังนี้

  • ดื่มน้ำหลังตื่นนอน เพราะตลอดเวลา 6-8 ชั่วโมงที่นอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายขาดน้ำ การเติมน้ำแก่ร่างกายทันทีหลังตื่นนอนนอกจากช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้วยังกระตุ้นระบบเผาผลาญ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • ดื่มน้ำก่อนและหลังมื้ออาหาร โดยการดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ทานอาหารปริมาณน้อยลง ส่วนการดื่มน้ำหลังอาหารจะช่วยเรื่องการดูดซึมและลดอาการท้องผูก
  • ดื่มน้ำก่อนนอน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะไม่ได้รับน้ำติดต่อกันหลายชั่วโมง การดื่มน้ำเวลานี้จึงช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้ดี

เมื่อน้ำมีประโยชน์ต่อสุขภาพและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มความงาม ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผิวสวยจากภายใน แถมยังเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก เพราะฉะนั้นอย่าลืมหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้สำหรับสาวกคอบอล รู้ว่าบอลเตะดึกก็ควรนอนก่อนแล้วตื่นมาเช็คผลบอลเมื่อคืนแทนการฝืนนอนดึก ซึ่งทำให้หน้าตาเหี่ยวโทรมได้ง่าย วิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ไม่ลืมดื่มน้ำ คือ ซื้อขวดน้ำปริมาณ 2-3 ลิตร จากนั้นรินน้ำเตรียมไว้ทุกเช้า และทยอยดื่มตามช่วงเวลาจนกว่าจะหมด เชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้การดื่มน้ำเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

กินอาหารตรงเวลาสำคัญต่อสุขภาพพอๆ กับสารอาหารครบถ้วน

กินอาหารตรงเวลาสำคัญต่อสุขภาพพอๆ กับสารอาหารครบถ้วน

พฤติกรรมการกินเป็นสิ่งสำคัญ คนรักสุขภาพมักจะใส่ใจเรื่องอาหารที่ดีต่อร่างกาย สารอาหารครบถ้วน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่มักลืมสังเกตไปว่าตนเองกินข้าวไม่ตรงเวลา การใช้ชีวิตตามใจกินอาหารตามความสะดวกหรือกินด้วยความรีบเร่งไม่เป็นผลดี สุขภาพที่ดีมาจากวินัยการกินซึ่งมีความสำคัญพอ ๆ กับสารอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย เหตุใดการกินตรงเวลาจึงสำคัญ เรามีคำตอบให้ดังนี้

1.สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการมีระเบียบวินัย เลือกสารอาหารที่เหมาะสมมีครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และผักผลไม้ กินให้ตรงเวลาและนอนหลับให้เพียงพอ จะละเลยอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ ปรับนิสัยให้เคยชินกับอาหารวันละสามมื้อหรือปรับให้เหมาะสม เช่น เมื่ออายุมากขึ้นกินแต่ละมื้อน้อยลงจะปรับเป็นมื้อย่อยวันละ 5-6 มื้อก็ได้ ที่สำคัญคือรักษาเวลาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะหรือเป็นโรคกระเพาะ โดยปกติร่างกายคนเราใช้เวลาย่อยอาหารประมาณ 3-4 ชั่วโมง ระยะห่างระหว่างมื้อจึงไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง ถ้าเว้นระยะนานหรือกินข้าวไม่ตรงเวลาจะเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น หลีกเลี่ยงโรคกระเพาะได้ด้วยการเสริมอาหารว่างอย่างน้อย 2 มื้อระหว่างมื้อเช้า กลางวัน และเย็น

2.มื้ออาหารเป็นตัวกำหนดการเผาผลาญของร่างกาย ตื่นนอนตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ระบบเผาผลาญทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด กินอาหารเช้าจะย่อยเร็วและส่งผลกระทบต่อมื้ออื่นตลอดวัน ส่วนอาหารมื้อเย็นควรรับประทานก่อนเวลา 20.00 น. เพื่อให้อาหารย่อยง่ายและดีต่อการควบคุมน้ำหนัก ถ้ากินดึกเกินไปทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากเป็นเท่าตัว มื้อเย็นไม่ควรมีโปรตีนมากเพราะต้องใช้เวลาย่อยนานเกินไป การรับประทานอาหารตรงเวลายังเป็นผลดีต่อตับซึ่งเป็นอวัยวะทำหน้าที่ล้างพิษในร่างกาย ถ้ากินอาหารใกล้กับเวลานอน จะทำให้ขับสารพิษออกมาได้ยากขึ้น

3.ช่วงเวลาดีที่สุดสำหรับอาหารแต่ละมื้อ มีดังนี้

  • มื้อเช้า ควรรับประทานอาหารภายใน 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอน เพื่อกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้เกิดเร็วขึ้น ยิ่งกินมื้อเช้าเร็วเท่าไร การเผาผลาญยิ่งมีประสิทธิภาพ ทำให้สุขภาพดีขึ้น
  • มื้อกลางวัน ระบบย่อยอาหารทำงานดีที่สุดระหว่างเวลา 12.00 น. ถึง 14.00 น. ทำให้ร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้มากที่สุด มื้อนี้ควรจะเบากว่าอาหารเช้าและอาหารเย็น
  • มื้อเย็น เวลาที่เหมาะสมคือระหว่าง 17.00-18.00 น. หรือช้าที่สุดไม่เกิน 20.00 น. อาหารกลางวันและอาหารเย็นห่างกันไม่เกิน 4 ชั่วโมง อาจเลือกรับประทานของว่างหรือผลไม้เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป งดกินอาหารก่อนนอน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ย่อยอาหารได้หมดและนอนหลับสนิทตลอดคืน

ประโยชน์ของการกินตรงเวลาทุกวันจะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ผล ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคได้ ความเหมาะสมของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรับสมดุลและจัดตารางมื้ออาหารให้เหมาะกับตัวคุณที่สุด

4 เคล็ดลับ เปลี่ยนคุณเป็นสาวสุขภาพดี

4 เคล็ดลับ เปลี่ยนคุณเป็นสาวสุขภาพดี

เชื่อได้ว่า หลายคนคงเคยได้ยินกับประโยคที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง” ซึ่งผลพลอยได้จากการมีสุขภาพดีนั้น นอกจากจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังส่งผลไปถึงสุขภาพจิตที่จะสดชื่น เบิกบาน อารมณ์ดีอีกด้วย ดังนั้น วันนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สาว ๆ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสาวผิวสวยสุขภาพดี เราจึงมี 4 เคล็ดลับมาแนะนำกัน…

1.เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์
“You are what you eat” เป็นประโยคสุด Classic ที่ใช้ได้มาอย่างยาวนาน เพราะสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปนั้น ย่อมส่งผลกับสุขภาพของคุณโดยตรง เช่น ถ้าคุณทานผลไม้ที่มีน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะส่งผลให้คุณมีน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นได้ แม้จะเป็นผลไม้ก็ตาม เป็นต้น เพราะฉะนั้น นอกจากคุณควรจะต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นทานโปรตีนและลดอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูงแล้ว คุณควรจะทานอาหารแต่ละประเภทในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปนั่นเอง

2.หาเวลาออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญหากคุณต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายและระบบอื่น ๆ ทำงานได้ดี ส่งผลให้คุณรู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีพลังกาย พลังใจที่ดีขึ้น โดยขอแนะนำให้คุณหาเวลาในการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายก็คือ พยายามหาประเภทการออกกำลังกายที่คุณชื่นชอบให้เจอ เพื่อทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกสนาน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่คุณรอคอยและอยากที่จะทำ

3.เพิ่มพลัง (คิด) บวก
การคิดบวก จะช่วยคุณในเรื่องของการขจัดความเครียดซึ่งเจ้าความเครียดนี้มีผลต่อการทำให้สุขภาพคุณแย่ลงได้ ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คร่ำเครียดอยู่กับงาน หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อยากให้คุณหาวิธีการผ่อนคลายและเพิ่มพลังชีวิต คิดบวกให้กับตัวคุณเองด้วย

4.พักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง
การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง เป็นเรื่องที่คุณไม่ควรละเลยหากว่าอยากจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี สดชื่นแจ่มใส เพราะการนอนพักผ่อนจะช่วยให้คุณผ่อนคลายและร่างกายจะหลั่งสารต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ยิ่งหากอู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ด้วยแล้ว การพักผ่อนให้เต็มที่จะทำให้ร่างกายเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็นอีกด้วย

สำหรับ 4 เคล็ดลับที่นำมาฝากกันในวันนี้ หากคุณามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็จะทำให้คุณมีความสุขกาย สุขใจ ที่มาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างแน่นอน

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน อาชีพที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอาชีพฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินและเสียเวลาเดินทางไปทำงาน สามารถรับงานและทำงานเองได้ในพื้นที่ของตัวเอง หลายปีมานี้อาชีพฟรีแลนซ์จึงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวรุ่นใหม่เพราะเต็มไปด้วยความอิสระ ที่สามารถตัดสินใจรับงานและทำงานในเวลาและสถานที่ไหนก็ได้ แต่ด้วยความอิสระดังกล่าวก็ต้องแลกมากับสุขภาพที่ร่วงโรย เพราะเมื่อชาวอาชีพเลือกรับงานมาแล้วก็มักจะมีนิสัยที่คล้ายคลึงกันคือหักโหมกับงานอย่างมาก ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่งอยู่ในท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน ซี่งอาจส่งผลให้คนที่ทำอาชีพนี้มักมีปัญหาของโรค RSI (Repetitive Strain Injury) อันเป็นโรคที่เกิดจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับบาดเจ็บสะสมกันเป็นระยะเวลานานจากการทำงาน ที่อาจเริ่มจากอาการบาดเจ็บปวดเมื่อยเพียงเล็กน้อยในระยะแรก จนพัฒนากลายเป็นอาการปวดขั้นรุนแรงจนไม่สามารถใช้งานอวัยวะบางส่วนได้สะดวก มีอาการปวดอักเสบต้องหายาแก้ปวดมารับประทาน บางรายอาจต้องไปไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอาการปวดดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นฝันร้ายของอาชีพฟรีแลนซ์อย่างมาก

เหตุนี้ เราจึงมาแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่ฝันร้ายดังกล่าวของชาวฟรีแลนซ์ อันดับแรกเราควรเริ่มที่กิจวัตรในการทำงานอย่างวิธีการนั่งทำงานให้ถูกวิธี คือ

  1. นั่งตัวตรงให้หลังแนบไปกับพนักพิงของเก้าอี้
  2. วางข้อศอกและแขนไว้ที่พักแขน
  3. นั่งให้ก้นชิดกับเก้าอี้
  4. ในระหว่างทำงานให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับจอคอมพิวเตอร์
  5. ควรวางเท้าให้ราบกับพื้น

ซึ่งทั้ง 5 วิธีการนี้ถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่ชาวฟรีแลนซ์ควรนำไปใช้อย่างยิ่ง

ต่อไปสิ่งที่เราจะแนะนำให้ทำคือการจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่ควรรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงาน และระหว่างทำงาน ชาวฟรีแลนซ์คงเคยชินกับการทำงานที่บางครั้งมีความเร่งรีบเพื่อที่จะต้องทำงานให้ทันกำหนดส่งลูกค้า และเพื่อให้ประหยัดเวลาในบางครั้งจึงต้องรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงานไปด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้บ่อยครั้งเข้ามันไม่ส่งผลดีต่อการทำงานเลย เพราะมีการศึกษาได้พบว่า การที่เรารับประทานอาหารไปด้วยและทำงานไปด้วยนั้นอาจทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เพราะใจยังคงจดจ่ออยู่กับการทำงานเพื่อให้ทันเวลา ทำให้สมองรู้สึกถึงความอิ่มที่ช้าลง จนในสุดท้ายการทำเช่นนี้เป็นประจำก็ทำให้น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ทางที่ดีเพื่อลดผลกระทบที่ตามมา ชาวฟรีแลนซ์ทุกคนควร จัดสรรเวลาให้อย่างเหมาะสม เมื่อถึงเวลาต้องรับประทานอาหาร ก็ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และควรรับประทานอาหารในที่เฉพาะ เช่น บนโต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงสภาวะการทำงานที่ไม่สมดุลกับเวลา นอกจากนั้นการจัดสรรเวลา ควรจัดให้มีการพักเป็นระยะ ยกตัวอย่าง ควรแบ่งเวลาพักเป็น 1- 2 ชั่วโมงต่อครั้ง ให้ลุกออกจากเก้าอี้ทำงานหลีกหนีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ออกไปสูดอากาศนอกห้อง พักสายตาด้วยการมองสิ่งของที่มีสีเขียวอย่างต้นไม้ เพื่อให้เป็นการพักอวัยวะยืดเส้นยืดสาย และทำให้สายตาได้พักผ่อนพร้อมที่จะกลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

สุดท้าย สิ่งที่ชาวฟรีแลนซ์ไม่ควรละเลยเพื่อจะให้ยังคงมีสุขภาพที่ดีและพร้อมที่จะไปสู้กับงาน ก็คือ การออกกำลังกาย ชาวฟรีแลนซ์นั้นมักจะทราบกันดีว่าอาชีพแบบนี้นั้น เวลาทุกวินาทีนั้นมีค่า แต่อย่างไรก็ตามหากเทียบกันแล้วระหว่างเม็ดเงินที่ได้มากับสุขภาพที่เสียไปนั้น เราควรรักษาสุขภาพที่ดีไว้ดีกว่า เพื่อที่จะไม่ต้องนำเงินที่หามาได้มารักษาตัวเองจากอาการเจ็บป่วย เพราะฉะนั้น ชาวฟรีแลนซ์ควรระลึกอยู่เสมอว่า ควรหาเวลาเพื่อออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งเวลาภายในหนึ่งสัปดาห์ ให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงานของเราชาวฟรีแลนซ์ในระยะยาวต่อไป

Work from Home ก็สุขภาพดี มีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มได้!

Work from Home ก็สุขภาพดี มีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มได้!

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้รักสุขภาพที่เคยออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายในฟิตเนส หรือคลาสออกกำลังกาย ต่างได้รับผลกระทบในการดูแลสุขภาพไปเต็ม ๆ ทำให้หลายคนพยายามหาวิธีใหม่ที่ช่วยในการดูแลสุขภาพได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งวิธีที่ช่วยดูแลสุขภาพ ร่างกายให้แข็งแรงแม้ Work from Home มีหลายวิธี ดังนี้

1.ออกกำลังกายตาม Application ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพและสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายหลากหลายสไตล์ ซึ่งเราสามารถโหลดมาใช้งานและออกกำลังกายตามคำแนะนำได้ โดยผลลัพธ์ของการออกกำลังกายตามแอปพลิเคชันสามารถสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนักได้ไม่ต่างจากการออกกำลังกายในฟิตเนส แต่มีความสะดวกสบายกว่า ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับวินัยในการออกกำลังกายของแต่ละบุคคลด้วย

2.ออกกำลังกายตาม Youtube เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่ชื่นชอบการออกกำลังกายเป็นคลาส เช่น ซุมบ้า, แอโรบิก, Boxing ฯลฯ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงได้แบบไม่มีเบื่อ โดยผู้ออกกำลังกายสามารถเลือกเรียนได้ตามความชอบของตัวเองได้แบบฟรี ๆ นอกจากนี้สำหรับผู้เริ่มต้นดูแลสุขภาพมือใหม่ที่ไม่มีอุปกรณ์ในการออกกำลังกายก็สามารถหาช่องที่แนะนำวิธีที่่เหมาะสมกับตัวเองได้ ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งช่องของคนไทยและต่างชาติให้เลือกมากมาย

3.ออกกำลังกายกับ Online Personal Trainer สำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจว่าท่าออกกำลังกายที่ทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ การลงเรียนกับ Online Personal Trainer เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดแบบปราศจากเชื้อโควิด-19 โดยลักษณะแผนการออกกำลังกายแบบนี้ เทรนเนอร์จะกำหนดทั้งลักษณะอาหารที่กินและออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพให้ ซึ่งผู้ที่ลงคอร์สจะต้องออกกำลังกายตามเวลาที่นัดเอาไว้ โดยเทรนเนอร์จะดูการออกกำลังกายผ่านโปรแกรม Zoom หรือ Skype และให้ถ่ายรูปอาหารที่รับประทานในแต่ละวันส่งไปให้ดูผ่านโปรแกรมแชตต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบโภชนาการที่เหมาะสม

4.ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายเป็นของตัวเอง สำหรับผู้รักสุขภาพที่มีทุนมากพอ การซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายเป็นของตัวเองเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดและไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด-19 ด้วย

การออกกำลังกายในช่วง Lockdown ที่หลายคนต้อง Work from Home ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการกักตัวได้ดี รวมถึงช่วยให้มีสุขภาพดี หุ่นสวยฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอ

ระวัง 3 โรคร้ายแรงกระทบสุขภาพเด็ก ที่พ่อแม่มักคาดไม่ถึง

ระวัง 3 โรคร้ายแรงกระทบสุขภาพเด็ก ที่พ่อแม่มักคาดไม่ถึง

เด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี ถือเป็นวัยที่มักเกิดการเจ็บป่วยมีปัญหาสุขภาพได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในตัวเด็กยังอ่อนแอ ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบตัวเด็กได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยที่ต้องไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมนอกบ้านต่าง ๆ ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่เด็กจะได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่ายกายจนเกิดความเจ็บป่วยตามมา แม้ว่าในปัจจุบัน วิทยาการด้านการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกล แต่ก็มีโรคติดต่อใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นหลายโรค รวมถึงโรคเก่า ๆ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 3 โรคร้ายแรงในเด็กที่พ่อแม่มักคาดไม่ถึงแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

1.โรคคาวาซากิ
โรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการอักเสบของผิวหนัง หลอดเลือด และต่อมน้ำเหลือง พบมากในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็กแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่สำคัญคือ การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคชนิดนี้ มีเพียงแค่การสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้นกันของเด็ก ซึ่งตอบสนองต่อเชื้อโรคบางชนิด โดยอาการของโรคชนิดนี้จะเริ่มตั้งแต่มีไข้สูง ปากแดง ตาแดง มือบวมเท้าบวม มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ฯลฯ หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลาอาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ โดยเฉพาะอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตสุขภาพและอาการของลูก ๆ อยู่เสมอ เพราะหลายกรณีกว่าที่พ่อแม่จะรู้ว่าลูกมีอาการผิดปกติ เด็กก็เข้าขั้นโคม่าแล้ว

2.ไข้รูมาติก
ไข้รูมาติก (Acute Rheumatic Fever) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ซึ่งพบมากในเด็กอายุ 5-15 ปี อาการของโรคเริ่มตั้งแต่อาการเจ็บคอ ปวดตามข้อ หอบเหนื่อย ฯลฯ ก่อนจะเกิดความผิดปกติที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ผื่นตามผิวหนัง ข้อบวม กล้ามเนื้อกระตุก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อแบคทีเรียก็จะตรงเข้าไปทำลายเนื้อเยื้อหัวใจ ทำให้เกิดอาการผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจตามมา เช่น หัวใจวาย ลิ้นหัวใจรั่ว เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ฯลฯ ดังนั้น พ่อแม่ทุกควรระวังเรื่องความสะอาดของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพราะ แบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส มักพบบ่อยในสถานที่แออัดที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น เช่น ชุมชนแออัด และโรงเรียน เป็นต้น

3.น้ำไขสันหลังคั่งในโพรงสมอง
ปกติแล้ว น้ำไขสันหลัง จะคอยทำหน้าที่เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงสมองและรักษาอุณภูมิของสมองให้อยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ดี การมีน้ำไขสันหลังในปริมาณมากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมหรือระบายน้ำออกไปได้ทัน ทำให้น้ำไขสันหลังท่วมเยื่อหุ้มสมองและผิวสมอง ซึ่งความผิดปกตินี้เรียกว่า “น้ำไขสันหลังคั่งในโพรงสมอง” พบบ่อยในเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็กที่กะโหลกศีรษะบริเวณกระหม่อมยังไม่ปิดสนิทดี ซึ่งบ่อยครั้งทำให้เด็กมีอาการหัวโตผิดรูป ตามด้วยอาการคล้ายโรคพาร์กินสัน แขนขาเกร็ง หรือเกิดอาการชัก ความจำเสื่อม ปวดหัวรุนแรง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ พ่อแม่จึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งโรคนี้ก็ไม่แสดงอาการผิดปกติภายนอก และเด็กเล็กก็ยังไม่สามารถอธิบายความผิดปกติของร่างกายตัวเองให้รู้ได้นั่นเอง

ดังนี้แล้ว ผู้ที่เป็นพ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตและซักถามลูกอยู่เสมอ หากสงสัยว่ามีอาการที่ไม่น่าไว้วางใจ ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ดูแลร่างกายอย่างไรให้สุขภาพดีตลอดปี

ดูแลร่างกายอย่างไรให้สุขภาพดีตลอดปี

สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ซึ่งมาจากการใส่ใจสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งในเรื่องของการเลือกกินอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงการทำงานอย่างเหมาะสมด้วย

เรามาดูกันว่า ถ้าคุณต้องการสุขภาพดี จะต้องดูแลตัวเองอย่างไรกันบ้าง

1.รับประทานอาหารที่ดี
การรับประทานอาหารนอกจากต้องอิงตามหลัก 5 หมู่ให้ครบทั้งแป้ง โปรตีน ไขมัน ผัก ผลไม้ เพื่อให้ได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนแล้ว ยังจำเป็นต้องดูแหล่งที่มาและกรรมวิธีทำอาหารด้วย ควรเลือกแบบปลอดสารพิษหรือ organic โดยเฉพาะผักผลไม้ที่อาจมีราคาแพงขึ้น จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่ามาจากแหล่งเพาะปลูกที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องล้างทำความสะอาดแช่น้ำส้มสายชูหรือน้ำด่างทับทิมก่อนนำมาปรุงอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนด้วย

ในด้านของโปรตีน ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์หมุนเวียนให้หลากหลาย เช่น เนื้อปลา ไก่ วัว และเนื้อหมู ลดการรับประทานหนังและเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

2.การออกกำลังกาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพให้คำแนะนำว่า เราควรออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที หรือวันเว้นวัน วันละ 30 นาที เพื่อกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ปรับสมดุลของระบบหัวใจหลอดเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ฯลฯ หากออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มที่จะลดปริมาณการใช้ยาลงได้

การออกกำลังกายในปัจจุบันที่นิยม ได้แก่ การวิ่งบนลู่ กระโดดเชือก การว่ายน้ำ เข้าฟิตเนส ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก ซึ่งสามารถทำควบคู่กับการเปิดคลิป YouTube ที่คุณชอบไปพร้อมกันด้วย

3.การทำงานที่เหมาะสม
การทำงานที่ดีต่อสุขภาพต้องไม่นั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน ควรมีช่วงระยะพัก เช่น ทุก 1 ชั่วโมงไปยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ รับประทานอาหารว่าง ฯลฯ จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมที่ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมถึงสร้างปัญหาปวดหลัง ไหล่ นิ้วอย่างเรื้อรัง ทั้งนี้ ต้องควบคุมเวลาการทำงานไม่เกินวันละ 8-10 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคเครียดและโรคซึมเศร้าในระยะยาวด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ทำงานยกของหนักก็ควรใช้เครื่องพยุงหรือเสื้อสวมกระจายแรงที่หลังและเอว ส่วนกรณีที่ต้องทำงานร่วมกับบุคคลต่าง ๆ ในที่สาธารณะ ในระยะนี้ ก็จำเป็นต้องป้องกันตัวเองจากไวรัส covid-19 ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือน้ำสบู่บ่อย ๆ ด้วย

จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพให้ดีตลอดทั้งปี มาจากการใส่ใจตัวเองอย่างรอบด้านในทุกวัน หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่เป็นสุข