Author: Sara Grant

จัดการสไตส์ใช้ชีวิต ฉบับห่างไกลโรคมะเร็ง

จัดการสไตส์ใช้ชีวิต ฉบับห่างไกลโรคมะเร็ง

เมื่อเอ่ยถึงโรคมะเร็ง เชื่อว่าทุกคนต่างก็เกรงกลัวกันทั้งนั้น เพราะเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานและทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง ย่อมกระทบต่อคุณภาพชีวิต การสร้างรายได้และทำให้เงินออมที่มีอยู่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

อาหาร – สิ่งสำคัญข้อแรกคือ เรื่องอาหารการกินในชีวิตประจำวัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานทุกวัน บางประเภทส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น เช่น อาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้ หรือทอดด้วยน้ำมันเดิมซ้ำ ๆ วิธีที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารไม่ซ้ำกันบ่อยเกินไป ควรรับประทานผักและผลไม้สดมากขึ้น ทั้งนี้ การรับประทานผักผลไม้สดก็ต้องล้างให้สะอาด แช่เบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูก่อน 10-15 นาที เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและสารเคมีที่ผิวของผักผลไม้ก่อน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลดลงได้

อากาศ – เชื่อหรือไม่ว่าอากาศก็มีความสำคัญต่อการเป็นมะเร็งได้ เนื่องจากอากาศที่เราหายใจเข้าไปหากไม่บริสุทธิ์มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่มาก หรือมีละอองฝอยของโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมเช่น บ้านอยู่ใกล้บริเวณโรงงานอุตสาหกรรม หรือมีละอองสารเคมีที่มาจากไร่นาเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการป้องกันแมลงฉีดลอยมาตามลมบ่อย ๆ หากเราสูดหายใจเข้าไปก็จะเสี่ยงเกิดการสะสมของสารก่อมะเร็งภายในทางเดินหายใจได้มากกว่าคนอื่น

อารมณ์ – อารมณ์ที่เครียดสูงต่อเนื่องมีผลต่อการหลั่งสารเคมีในสมองและสารชีวภาพในระดับเซลล์ ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่และร่างกายทรุดโทรม ทั้งยังเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่ตามมาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หากอยากห่างไกลจากมะเร็งต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีสุขภาพจิตดี ใจเย็น สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเองบ่อย ๆ หรือหาตัวช่วยเช่น เล่นเกมส์ ดูคลิปตลก ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้

ออกกำลังกาย – การออกกำลังกายจะกระตุ้นให้ร่างกายปรับสมดุลดีขึ้น นอกจากทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นแล้ว ระบบฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ ในอวัยวะต่าง ๆ ยังทำงานได้ดีขึ้น ทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง อันมีการวิจัยทางการแพทย์พบว่าอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วมาออกกำลังกายกัน จะว่ายน้ำ เดินเร็ว กระโดดเชือก เล่นแบดมินตัน ฯลฯ ก็ดีทั้งนั้น ขอเพียงทำเป็นประจำทุกวัน จะทำให้สุขภาพกายและจิตดี ห่างไกลโรคมะเร็งได้มากขึ้นแน่นอน

ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานั้น สำคัญต่อเราทุกคน เพียงแต่เรามักมองข้ามไป เนื่องจากให้ความสำคัญกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันในด้านอื่นมากกว่า ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ห้ามเพิกเฉยในการดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลมะเร็ง เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขได้ยาวนาน

เหนื่อยนักพักก่อน ทำงานติดพันส่งผลเสียมากกว่าที่คิด

ทำงานติดพันส่งผลเสียมากกว่าที่คิด

การทำงานที่บ้านมีข้อดีหลายประการในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากสถานที่ทำงานที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงานและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่สาธารณะมีผู้คนพลุ่กพล่าน แต่ทราบหรือไม่ว่าการนั่งทำงานติดพันแบบไม่หยุดพักทำลายสุขภาพได้มากแค่ไหน

ประโยชน์ข้อหลักของการทำงานที่บ้านคือการปรับตารางเวลาทำงานอย่างยืดหยุ่น มีความสะดวกสบายไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำอาหารที่บ้าน มีเวลาให้กับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง แต่จะมีประโยชน์มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสมาธิและมีวินัยการทำงาน รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างเวลาทำงานและเวลาพักเพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพ

ทำไมต้องมีเวลาหยุดพัก เพราะการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานทำให้สมองล้า ถ้ามีเวลาพักช่วงสั้นๆ ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำกินของว่าง หรือออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ปลุกความรู้สึกสดชื่นสมองปลอดโปร่งช่วยให้มีสมาธิกับงานมากขึ้น เตรียมสมองให้พร้อมเมื่อกลับมาทำงานอาจเกิดความคิดใหม่ๆ วางแผนแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าเดิม มีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากหยุดพักช่วงสั้นๆ ทำให้สมองตื่นตัวตลอดทั้งวันแล้ว ควรเพื่อรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเพื่อให้นอนหลับสนิทในตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาสดชื่นแจ่มใสช่วยให้สมองทำงานได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์และความจำดีขึ้น

เวลาไหนบ้างที่ควรหยุดพัก

เมื่อต้องการรวบรวมสมาธิโฟกัสกับงานสำคัญ ลองหยุดทำงานสักครู่ เพื่อให้สมองได้พักผ่อน รวบรวมสมาธิและความคิดก่อนกลับมาจดจ่อกับงานอย่างเต็มที่ ปิดโทรศัพท์ ปิดอีเมลและแชท รวมถึงปิดโทรทัศน์ระหว่างทำงานเพื่อไม่ให้เสียสมาธิ เมื่อไรที่พบว่าตัวเองกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แสดงว่าขาดสมาธิเป็นเวลาที่ควรพักผ่อนได้แล้ว

เมื่อสายตาล้า ปวดตา ดวงตาเริ่มแห้ง ให้หยุดจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่มนักทำเว็บไซต์ข่าว หวย ทีเด็ดบอลวันนี้ ที่ต้องอัพเดทข้อมูลทั้งวัน ลองหันไปมองวิวต้นไม้สีเขียวนอกหน้าต่างหรือลุกออกไปเดินเล่นพักสายตา รับประทานอาหารว่าง หรืองีบหลับพักสายตาสักครู่ เมื่อกลับมาทำงานจะมีสมาธิและดวงตาเหนื่อยล้าน้อยลง จิตใจกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

การหยุดพักทั้งที่มีงานค้างคายังทำไม่เสร็จ คงเป็นไม่แปลกที่จะหยุดคิดเรื่องงานในทันทีไม่ได้ เวลาพักไม่ได้พักจริงๆ การคิดเรื่องงานในช่วงเวลาพักทำให้สมองตื่นตัว คิดมากตึงเครียดตลอดเวลา กลายเป็นว่าสมองทำงานไม่ได้หยุดเลย ดังนั้นเวลาทำงานต้องทำเต็มที ตั้งสมาธิทำงานให้เสร็จตรงเวลา เมื่อถึงเวลาพักต้องพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ

ช่วงพักเบรกควรทำอะไร… ? แนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายหรือทำสิ่งอื่นที่แตกต่างไปจากงานที่ทำ คนทำงานจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ลองเปลี่ยนไปอ่านหนังสือ เล่นหมากรุก ทำอาหาร หรือเดินเล่นพักผ่อนสมอง ทำสมาธิให้จิตใจสงบ ออกกำลังกายให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ทำกิจกรรมของครอบครัวหรืองานอดิเรกอื่นๆ แต่ไม่ควรเปิดโทรทัศน์เพราะข่าวทุกวันนี้มีแนวโน้มเป็นเรื่องร้ายทำให้เสียสมาธิได้ง่าย

การทำงานที่บ้านในชั่วโมงที่ลูกๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ควรหาเวลาเล่นและพูดคุยกับลูกๆ โดยใช้โอกาสช่วงรับประทานอาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีและตกลงกับเด็กๆ ว่าจะไม่รบกวนคุณในเวลาทำงาน ช่วยสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัวอีกด้วย

การดูแลทารกแรกเกิดให้สุขภาพกายใจดีตั้งแต่แบเบาะ

การดูแลทารกแรกเกิดให้สุขภาพกายใจดีตั้งแต่แบเบาะ

ทารกเป็นวัยที่บอบบางไม่สามารถสื่อสารหรือช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและต้องคอยสังเกตอาการ-พฤติกรรมลูกตลอดเวลา ทารก มีความหมายถึงเด็กในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี ทารกที่อยู่ในช่วงแรกเกิด – 1 เดือน จะเรียกว่าทารกแรกเกิด ซึ่งในช่วงวัยนี้พ่อแม่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องศึกษาวิธีสังเกต เรียนรู้ขั้นตอนการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้องและทำให้ทารกสมบูรณ์ที่สุด 

โดยมีวิธีการดูแลทารกแรกเกิดที่ไม่ควรมองข้ามหลัก ๆ มีดังนี้

1. การอุ้ม 

สัมผัสที่สื่อได้ถึงความรัก ความอบอุ่นที่มีต่อทารก เป็นส่วนสำคัญของการดูแลจิตใจลูกน้อย ซึ่งการอุ้มทารกแรกเกิดมีอยู่ด้วยกัน 3 ท่าที่สำคัญ คือ อุ้มในท่าปกติ ให้ลูกรู้สึกสบาย อบอุ่น, อุ้มในท่าเรอ เพื่อไล่ลมออก และอุ้มปลอบ ทำให้ทารกรู้สึกสงบ ปลอดภัย

2. อาหาร 

ในช่วงวัยแรกเกิดจำเป็นต้องให้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่ให้คุณค่าได้ดีเท่านมแม่อีกแล้ว และควรให้นมแม่ร่วมกับอาหารเสริมจนถึง 2 ปี โดยต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการให้ความรู้เรื่องอาหารเสริมที่ถูกต้องตามชนิดและช่วงวัย

3. อาบน้ำ 

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก ควบคุมอารมณ์ความตื่นเต้น ตระหนก ตกใจของตัวเองให้ดีไม่เช่นนั้นลูกจะรู้สึกไม่ปลอดภัย สถานที่ก็สำคัญต้องไม่อาบในที่มีลมผ่านมากเกินไป ควรอาบในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 5 – 7 นาทีก็เพียงพอแล้ว และไม่ควรอาบน้ำทารกทันทีหลังให้นมเสร็จ เพราะทารกอาจจะไม่สบายได้

4. วัคซีน 

ปกติทารกแรกเกิดจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) และตับอักเสบบี ก่อนออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว พ่อแม่ต้องดูแลทำความสะอาดบริเวณที่ฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ และใส่ใจวันมารับวัคซีนอื่น ๆ ตามใบนัดแต่ละช่วงวัยของลูก

5. พบแพทย์ 

ทารกวัยนี้ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ หากมีอะไรผิดปกติหรือพ่อแม่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ควรไปพบแพทย์ทันทีอย่าปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะอันตรายอาจเกิดขึ้นกับลูกได้ถ้ารักษาหรือแก้ไขไม่ทัน ปัจจุบันมีสายด่วนเกี่ยวกับแม่และเด็กมากมาย พ่อแม่ควรมีข้อมูลเบอร์โทรที่น่าเชื่อถือเพื่อสอบถามเบื้องต้นก่อนพบแพทย์ด้วย

ทารกแรกเกิดเป็นวัยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากการดูแลในเรื่องของการอุ้ม, อาหาร, การอาบน้ำ, การรับวัคซีน และการพบแพทย์แล้ว ความสะอาด ต้องมีในทุกขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูก พ่อแม่จำเป็นต้องสังเกตลูกในทุก ๆ เรื่องตลอดเวลา เพราะทารกต้องปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่เมื่อคลอดออกจากท้องแม่ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พ่อและแม่จะปรับตัวไปพร้อม ๆ กันกับลูก เพื่อให้ทารกเติบโตมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ในทุกด้าน จากการเอาใจใส่และดูแลด้วยความรัก ทำให้ได้รับความอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยมั่นคง

การดูแลสุขภาพผิวในช่วงฤดูหนาว

การดูแลสุขภาพผิวในช่วงฤดูหนาว

สิ่งที่มาควบคู่กับความหนาวเย็นเสมอ ๆ เลยเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเราก็คือสภาพผิวที่แห้งลง บางคนผิวแห้งลงมากจนถึงขั้นแตกเป็นลายงาก็มี เมื่อเราทราบว่าความเย็นในฤดูหนาวมีผลทำให้ผิวเราแห้งลง สิ่งที่เราควรต้องทำก่อนที่ผิวจะแตกแห้งก็คือการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง อะไรบ้างคือการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง ? ลองไปฟังคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดู

  1. พยายามอย่าอาบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
    อากาศหนาวแบบนี้ อาบน้ำเย็นใครจะทนได้ คนส่วนใหญ่เลยหันไปอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนแทน แต่ทราบหรือไม่ว่ายิ่งเราอาบน้ำอุ่นมากเท่าไร ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ ผิวเราจะยิ่งเสีย เพราะน้ำอุ่นจะเร่งให้ร่างกายสูญเสียความชุ่มชื้น ผิวจะแห้งมากขึ้นต่างหาก
  2. อาบน้ำให้ไวขึ้น
    บางคนเคยชินกับการอาบน้ำนาน ๆ ถึงแม้ว่าเป็นฤดูหนาว ก็ยังอาบน้ำนานเหมือนเดิม การอาบน้ำนานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวแห้งได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราควรลดเวลาการอาบน้ำลงสักนิดนึง อาบน้ำให้ไว้ขึ้น นอกจากไม่หนาวนานแล้ว ยังจะทำให้ผิวไม่แห้งมากอีกด้วย
  3. หลีกเลี่ยงการถูสบู่ได้ก็จะดี
    ในฤดูหนาวร่างกายเราเหงื่อออกน้อย การอาบน้ำโดยไม่ต้องถูสบู่ในบางครั้งก็เป็นการดีที่จะไม่ทำให้ผิวเราสูญเสียความชุ่มชื้น หรือหากไม่สบายใจ กลัวว่าจะไม่สะอาดก็ให้เลือกใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวจะดีกว่า
  4. อย่าลืมทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำทันที
    ทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ในขณะที่ร่างกายยังคงมีความชุ่มชื้นอยู่ เราควรรีบทาครีมบำรุงผิวลงไปทั่วร่างกาย รวมไปถึงใบหน้าด้วย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ได้นานที่สุด
  5. หลีกเลี่ยงครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
    ครีมบำรุงผิวในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิดและยี่ห้อ ครีมบำรุงผิวที่ดีที่เหมาะกับการใช้ทาลงบนร่างกายในฤดูหนาวก็คือครีมที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะมีผลทำให้ผิวของเราแห้งง่ายมากยิ่งขึ้น
  6. ควรพกลิปบาล์มติดตัวไว้เสมอ
    อวัยวะบริเวณที่แตกแห้งง่ายในร่างกายของเราอันหนึ่งก็คือ ริมฝีปาก ดังนั้นการพกลิปมันหรือลิปบาล์มติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อจะได้หยิบขึ้นมาทาได้สะดวกทุกครั้งที่รู้สึกว่าริมฝีปากเราเริ่มแห้งลง
  7. บำรุงผิวด้วยน้ำสะอาดและอาหาร
    การบำรุงผิวจากภายในร่างกายเราก็มีความสำคัญ ดังนั้นการทานอาหารที่ช่วยให้ผิวสุขภาพดี เช่น อาหารจำพวกปลาทะเล ถั่วหรือเนื้อไก่ จะช่วยเพิ่มไขมันดีที่มี Omega 3 ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของผิวโดยตรง และที่สำคัญเราต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันอีกด้วย
  8. หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ระคายผิว
    ในฤดูหนาวนอกจากเราต้องใส่เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันความหนาวเย็น เราควรเลือกเสื้อผ้าที่ไม่ทำให้ผิวหนังของเราเกิดความระคายเคืองด้วย

ทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมาเป็นคำแนะนำดี ๆ จากแพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลชั้นนำของไทย ซึ่งหากเราทำได้ตามนี้ รับรองว่าสุขภาพผิวในฤดูหนาวนี้ จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

สุขภาพใจดี มีวิธีทำได้ง่าย ๆ

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ การบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องบำรุงสุขภาพใจให้ดีด้วย เพื่อให้มีพลังในการทำสิ่งที่ดีทุกวัน ลดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งจากสถิติทางการแพทย์พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นทุกวัน เช่น โรคเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ เราจึงควรรู้วิธีทำให้สุขภาพใจดีแบบง่าย ๆ

คิดตามความเป็นจริง – บางคนเชื่อในเรื่องของการคิดบวก แต่เราอยากเสนอให้คิดตามความเป็นจริง เพื่อให้ยอมรับกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ไม่มองในแง่ลบมากเกินไปให้วิตกกังวลเครียดเกินกว่าเหตุ และไม่มองในแง่ที่ดีเกินไปแบบโลกสวย จนตามคนอื่นไม่ทัน เสียรู้ ทำให้ถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ การคิดตามความเป็นจริงจึงช่วยให้เราอยู่อย่างไม่ประมาทและมีความสุขตามอัตภาพ

แบ่งปันเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี – การแบ่งปันเพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ต่อตัวเองเกิดได้จากการเสียสละสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่ผู้อื่น เช่น บริจาคเสื้อผ้าข้าวปลาอาหารให้แก่องค์กรมูลนิธิต่าง ๆ ที่เลี้ยงดูเด็ก คนชรา ผู้ป่วยอนาถา หรือแม้แต่สุนัขแมวจรจัด นอกจากนี้ การให้คำแนะนำที่ดีเพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำชีวิตที่ดีขึ้น เราเองก็จะรู้สึกดีใจและเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองในแต่ละวันมากยิ่งขึ้นด้วย

หาวิธีคลายเครียดจากงาน – การทำงานที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะเครียดได้ เราจึงต้องหาช่วงผ่อนคลายสมอง อาจจะเป็นการผ่อนคลายอิริยาบถทุก ๆ 1 ชั่วโมง ครั้งละ 5-10 นาที ด้วยการเดินเล่น หรือกำหนดเวลาออกกำลังกายในช่วงเย็นเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนที่ดีออกมา ช่วยปรับสมดุลจากภายในได้ดีขึ้น ไม่ใช่เลิกงานมานั่งกลุ่มกับการหา ทีเด็ดบอลเต็ง

ปรับสัมพันธภาพกับผู้คน – การปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน เราจึงต้องพยายามเข้าใจนิสัยของแต่ละคน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะทำให้ลดความบาดหมางที่จะเป็นปัญหาของสุขภาพจิตตามมาได้

โภชนาการ – สารอาหารต่าง ๆ ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ที่จำเป็นต่ออวัยวะทุกส่วน ซึ่งทำให้ร่างกายแข็งแรง คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เวลาเจ็บป่วย เรามักจะหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี นั่นก็คือสุขภาพแย่ลง สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างสุขภาพใจที่ต้องให้ความสำคัญ

สุขภาพใจที่ดีต้องมาจากการดูแลสุขภาพตัวเองจากภายใน เสริมสร้างทักษะทางสังคม การบริหารความสัมพันธ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้องต่อผู้อื่น จึงจะทำให้เรามีภูมิต้านทานทางใจที่ดี จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการป่วยทางใจได้

ดื่มน้ำอย่างไรให้ผิวสวย แถมสุขภาพดีอีกด้วย

เพราะร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการจึงมีส่วนทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสอดคล้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมแล้ว รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำตามช่วงเวลานอกจากดีต่อสุขภาพแล้วยังทำให้ผิวสวยอีกด้วย

ดื่มตามความต้องการของร่างกาย

เพราะน้ำหนักตัวคนเราไม่เท่ากัน ความต้องการน้ำจึงแตกต่างกันตามไปด้วย สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ต้องการต่อวัน คำนวณได้ง่าย ๆ คือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ 2 x 2.2 x 30 ผลลัพธ์ที่ได้คือปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการแต่ละวัน นอกจากนี้ ใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน ๆ หรือออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำมากกว่าปริมาณที่คำนวณเพราะร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ไม่แห้งกร้าน และทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ

แม้การดื่มน้ำจะมีข้อดีทั้งเรื่องความงามและสุขภาพ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ควรดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ เช่น ดื่มน้ำครั้งละ 800 มิลลิลิตร หรือดื่มน้ำครั้งละ 1 ลิตร เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษหรือภาวะที่ปริมาณโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ผลกระทบคือวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดและอาเจียน ดังนั้น ควรทยอยดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ดื่มบ่อย ๆ รับรองสุขภาพดีแถมผิวใสอีกด้วย

ดื่มน้ำตามช่วงเวลา

การดื่มน้ำตามช่วงเวลาคือวิธียอดนิยมสำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าควรดื่มน้ำเวลาใดถึงดีที่สุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการหลงลืม และเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ผลลัพธ์ที่ได้คือสุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้น โดยช่วงเวลาเหมาะสมต่อการดื่มน้ำ ดังนี้

  • ดื่มน้ำหลังตื่นนอน เพราะตลอดเวลา 6-8 ชั่วโมงที่นอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายขาดน้ำ การเติมน้ำแก่ร่างกายทันทีหลังตื่นนอนนอกจากช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้วยังกระตุ้นระบบเผาผลาญ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • ดื่มน้ำก่อนและหลังมื้ออาหาร โดยการดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ทานอาหารปริมาณน้อยลง ส่วนการดื่มน้ำหลังอาหารจะช่วยเรื่องการดูดซึมและลดอาการท้องผูก
  • ดื่มน้ำก่อนนอน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะไม่ได้รับน้ำติดต่อกันหลายชั่วโมง การดื่มน้ำเวลานี้จึงช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้ดี

เมื่อน้ำมีประโยชน์ต่อสุขภาพและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มความงาม ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผิวสวยจากภายใน แถมยังเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก เพราะฉะนั้นอย่าลืมหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้สำหรับสาวกคอบอล รู้ว่าบอลเตะดึกก็ควรนอนก่อนแล้วตื่นมาเช็คผลบอลเมื่อคืนแทนการฝืนนอนดึก ซึ่งทำให้หน้าตาเหี่ยวโทรมได้ง่าย วิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ไม่ลืมดื่มน้ำ คือ ซื้อขวดน้ำปริมาณ 2-3 ลิตร จากนั้นรินน้ำเตรียมไว้ทุกเช้า และทยอยดื่มตามช่วงเวลาจนกว่าจะหมด เชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้การดื่มน้ำเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

กินอาหารตรงเวลาสำคัญต่อสุขภาพพอๆ กับสารอาหารครบถ้วน

กินอาหารตรงเวลาสำคัญต่อสุขภาพพอๆ กับสารอาหารครบถ้วน

พฤติกรรมการกินเป็นสิ่งสำคัญ คนรักสุขภาพมักจะใส่ใจเรื่องอาหารที่ดีต่อร่างกาย สารอาหารครบถ้วน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่มักลืมสังเกตไปว่าตนเองกินข้าวไม่ตรงเวลา การใช้ชีวิตตามใจกินอาหารตามความสะดวกหรือกินด้วยความรีบเร่งไม่เป็นผลดี สุขภาพที่ดีมาจากวินัยการกินซึ่งมีความสำคัญพอ ๆ กับสารอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย เหตุใดการกินตรงเวลาจึงสำคัญ เรามีคำตอบให้ดังนี้

1.สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการมีระเบียบวินัย เลือกสารอาหารที่เหมาะสมมีครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และผักผลไม้ กินให้ตรงเวลาและนอนหลับให้เพียงพอ จะละเลยอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ ปรับนิสัยให้เคยชินกับอาหารวันละสามมื้อหรือปรับให้เหมาะสม เช่น เมื่ออายุมากขึ้นกินแต่ละมื้อน้อยลงจะปรับเป็นมื้อย่อยวันละ 5-6 มื้อก็ได้ ที่สำคัญคือรักษาเวลาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะหรือเป็นโรคกระเพาะ โดยปกติร่างกายคนเราใช้เวลาย่อยอาหารประมาณ 3-4 ชั่วโมง ระยะห่างระหว่างมื้อจึงไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง ถ้าเว้นระยะนานหรือกินข้าวไม่ตรงเวลาจะเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น หลีกเลี่ยงโรคกระเพาะได้ด้วยการเสริมอาหารว่างอย่างน้อย 2 มื้อระหว่างมื้อเช้า กลางวัน และเย็น

2.มื้ออาหารเป็นตัวกำหนดการเผาผลาญของร่างกาย ตื่นนอนตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ระบบเผาผลาญทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด กินอาหารเช้าจะย่อยเร็วและส่งผลกระทบต่อมื้ออื่นตลอดวัน ส่วนอาหารมื้อเย็นควรรับประทานก่อนเวลา 20.00 น. เพื่อให้อาหารย่อยง่ายและดีต่อการควบคุมน้ำหนัก ถ้ากินดึกเกินไปทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากเป็นเท่าตัว มื้อเย็นไม่ควรมีโปรตีนมากเพราะต้องใช้เวลาย่อยนานเกินไป การรับประทานอาหารตรงเวลายังเป็นผลดีต่อตับซึ่งเป็นอวัยวะทำหน้าที่ล้างพิษในร่างกาย ถ้ากินอาหารใกล้กับเวลานอน จะทำให้ขับสารพิษออกมาได้ยากขึ้น

3.ช่วงเวลาดีที่สุดสำหรับอาหารแต่ละมื้อ มีดังนี้

  • มื้อเช้า ควรรับประทานอาหารภายใน 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอน เพื่อกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้เกิดเร็วขึ้น ยิ่งกินมื้อเช้าเร็วเท่าไร การเผาผลาญยิ่งมีประสิทธิภาพ ทำให้สุขภาพดีขึ้น
  • มื้อกลางวัน ระบบย่อยอาหารทำงานดีที่สุดระหว่างเวลา 12.00 น. ถึง 14.00 น. ทำให้ร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้มากที่สุด มื้อนี้ควรจะเบากว่าอาหารเช้าและอาหารเย็น
  • มื้อเย็น เวลาที่เหมาะสมคือระหว่าง 17.00-18.00 น. หรือช้าที่สุดไม่เกิน 20.00 น. อาหารกลางวันและอาหารเย็นห่างกันไม่เกิน 4 ชั่วโมง อาจเลือกรับประทานของว่างหรือผลไม้เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป งดกินอาหารก่อนนอน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ย่อยอาหารได้หมดและนอนหลับสนิทตลอดคืน

ประโยชน์ของการกินตรงเวลาทุกวันจะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ผล ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคได้ ความเหมาะสมของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรับสมดุลและจัดตารางมื้ออาหารให้เหมาะกับตัวคุณที่สุด

4 เคล็ดลับ เปลี่ยนคุณเป็นสาวสุขภาพดี

4 เคล็ดลับ เปลี่ยนคุณเป็นสาวสุขภาพดี

เชื่อได้ว่า หลายคนคงเคยได้ยินกับประโยคที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง” ซึ่งผลพลอยได้จากการมีสุขภาพดีนั้น นอกจากจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังส่งผลไปถึงสุขภาพจิตที่จะสดชื่น เบิกบาน อารมณ์ดีอีกด้วย ดังนั้น วันนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สาว ๆ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสาวผิวสวยสุขภาพดี เราจึงมี 4 เคล็ดลับมาแนะนำกัน…

1.เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์
“You are what you eat” เป็นประโยคสุด Classic ที่ใช้ได้มาอย่างยาวนาน เพราะสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปนั้น ย่อมส่งผลกับสุขภาพของคุณโดยตรง เช่น ถ้าคุณทานผลไม้ที่มีน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะส่งผลให้คุณมีน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นได้ แม้จะเป็นผลไม้ก็ตาม เป็นต้น เพราะฉะนั้น นอกจากคุณควรจะต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นทานโปรตีนและลดอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูงแล้ว คุณควรจะทานอาหารแต่ละประเภทในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปนั่นเอง

2.หาเวลาออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญหากคุณต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายและระบบอื่น ๆ ทำงานได้ดี ส่งผลให้คุณรู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีพลังกาย พลังใจที่ดีขึ้น โดยขอแนะนำให้คุณหาเวลาในการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายก็คือ พยายามหาประเภทการออกกำลังกายที่คุณชื่นชอบให้เจอ เพื่อทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกสนาน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่คุณรอคอยและอยากที่จะทำ

3.เพิ่มพลัง (คิด) บวก
การคิดบวก จะช่วยคุณในเรื่องของการขจัดความเครียดซึ่งเจ้าความเครียดนี้มีผลต่อการทำให้สุขภาพคุณแย่ลงได้ ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คร่ำเครียดอยู่กับงาน หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อยากให้คุณหาวิธีการผ่อนคลายและเพิ่มพลังชีวิต คิดบวกให้กับตัวคุณเองด้วย

4.พักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง
การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง เป็นเรื่องที่คุณไม่ควรละเลยหากว่าอยากจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี สดชื่นแจ่มใส เพราะการนอนพักผ่อนจะช่วยให้คุณผ่อนคลายและร่างกายจะหลั่งสารต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ยิ่งหากอู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ด้วยแล้ว การพักผ่อนให้เต็มที่จะทำให้ร่างกายเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็นอีกด้วย

สำหรับ 4 เคล็ดลับที่นำมาฝากกันในวันนี้ หากคุณามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็จะทำให้คุณมีความสุขกาย สุขใจ ที่มาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างแน่นอน

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน อาชีพที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอาชีพฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินและเสียเวลาเดินทางไปทำงาน สามารถรับงานและทำงานเองได้ในพื้นที่ของตัวเอง หลายปีมานี้อาชีพฟรีแลนซ์จึงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวรุ่นใหม่เพราะเต็มไปด้วยความอิสระ ที่สามารถตัดสินใจรับงานและทำงานในเวลาและสถานที่ไหนก็ได้ แต่ด้วยความอิสระดังกล่าวก็ต้องแลกมากับสุขภาพที่ร่วงโรย เพราะเมื่อชาวอาชีพเลือกรับงานมาแล้วก็มักจะมีนิสัยที่คล้ายคลึงกันคือหักโหมกับงานอย่างมาก ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่งอยู่ในท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน ซี่งอาจส่งผลให้คนที่ทำอาชีพนี้มักมีปัญหาของโรค RSI (Repetitive Strain Injury) อันเป็นโรคที่เกิดจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับบาดเจ็บสะสมกันเป็นระยะเวลานานจากการทำงาน ที่อาจเริ่มจากอาการบาดเจ็บปวดเมื่อยเพียงเล็กน้อยในระยะแรก จนพัฒนากลายเป็นอาการปวดขั้นรุนแรงจนไม่สามารถใช้งานอวัยวะบางส่วนได้สะดวก มีอาการปวดอักเสบต้องหายาแก้ปวดมารับประทาน บางรายอาจต้องไปไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอาการปวดดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นฝันร้ายของอาชีพฟรีแลนซ์อย่างมาก

เหตุนี้ เราจึงมาแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่ฝันร้ายดังกล่าวของชาวฟรีแลนซ์ อันดับแรกเราควรเริ่มที่กิจวัตรในการทำงานอย่างวิธีการนั่งทำงานให้ถูกวิธี คือ

  1. นั่งตัวตรงให้หลังแนบไปกับพนักพิงของเก้าอี้
  2. วางข้อศอกและแขนไว้ที่พักแขน
  3. นั่งให้ก้นชิดกับเก้าอี้
  4. ในระหว่างทำงานให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับจอคอมพิวเตอร์
  5. ควรวางเท้าให้ราบกับพื้น

ซึ่งทั้ง 5 วิธีการนี้ถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่ชาวฟรีแลนซ์ควรนำไปใช้อย่างยิ่ง

ต่อไปสิ่งที่เราจะแนะนำให้ทำคือการจัดสรรเวลาการทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่ควรรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงาน และระหว่างทำงาน ชาวฟรีแลนซ์คงเคยชินกับการทำงานที่บางครั้งมีความเร่งรีบเพื่อที่จะต้องทำงานให้ทันกำหนดส่งลูกค้า และเพื่อให้ประหยัดเวลาในบางครั้งจึงต้องรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงานไปด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้บ่อยครั้งเข้ามันไม่ส่งผลดีต่อการทำงานเลย เพราะมีการศึกษาได้พบว่า การที่เรารับประทานอาหารไปด้วยและทำงานไปด้วยนั้นอาจทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เพราะใจยังคงจดจ่ออยู่กับการทำงานเพื่อให้ทันเวลา ทำให้สมองรู้สึกถึงความอิ่มที่ช้าลง จนในสุดท้ายการทำเช่นนี้เป็นประจำก็ทำให้น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ทางที่ดีเพื่อลดผลกระทบที่ตามมา ชาวฟรีแลนซ์ทุกคนควร จัดสรรเวลาให้อย่างเหมาะสม เมื่อถึงเวลาต้องรับประทานอาหาร ก็ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และควรรับประทานอาหารในที่เฉพาะ เช่น บนโต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงสภาวะการทำงานที่ไม่สมดุลกับเวลา นอกจากนั้นการจัดสรรเวลา ควรจัดให้มีการพักเป็นระยะ ยกตัวอย่าง ควรแบ่งเวลาพักเป็น 1- 2 ชั่วโมงต่อครั้ง ให้ลุกออกจากเก้าอี้ทำงานหลีกหนีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ออกไปสูดอากาศนอกห้อง พักสายตาด้วยการมองสิ่งของที่มีสีเขียวอย่างต้นไม้ เพื่อให้เป็นการพักอวัยวะยืดเส้นยืดสาย และทำให้สายตาได้พักผ่อนพร้อมที่จะกลับไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

สุดท้าย สิ่งที่ชาวฟรีแลนซ์ไม่ควรละเลยเพื่อจะให้ยังคงมีสุขภาพที่ดีและพร้อมที่จะไปสู้กับงาน ก็คือ การออกกำลังกาย ชาวฟรีแลนซ์นั้นมักจะทราบกันดีว่าอาชีพแบบนี้นั้น เวลาทุกวินาทีนั้นมีค่า แต่อย่างไรก็ตามหากเทียบกันแล้วระหว่างเม็ดเงินที่ได้มากับสุขภาพที่เสียไปนั้น เราควรรักษาสุขภาพที่ดีไว้ดีกว่า เพื่อที่จะไม่ต้องนำเงินที่หามาได้มารักษาตัวเองจากอาการเจ็บป่วย เพราะฉะนั้น ชาวฟรีแลนซ์ควรระลึกอยู่เสมอว่า ควรหาเวลาเพื่อออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งเวลาภายในหนึ่งสัปดาห์ ให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงานของเราชาวฟรีแลนซ์ในระยะยาวต่อไป

นมผึ้ง ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพเทรนด์ใหม่ คุณประโยชน์เต็ม ๆ

นมผึ้ง ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพเทรนด์ใหม่ คุณประโยชน์เต็ม ๆ

“นมผึ้ง (Royal Jelly)” เกิดจากกระบวนการผลิตสารอาหารจากน้ำลายของผึ้งงานเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนและนางพญาผึ้ง โดยลักษณะเด่นของนมผึ้งจะมีสีขาวขุ่น อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เช่น ช่วยปรับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยลดอาการวัยทองในสตรีและช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือน, ช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดีพร้อมสารต่อต้านอนุมูลอิสระต้นเหตุของเซลล์ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร, ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย เป็นต้น จึงทำให้นมผึ้งถูกนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงามมากมาย ซึ่งผลิตภัณฑ์นมผึ้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีดังนี้

Nature’s King Royal Jelly ผลิตภัณฑ์นมผึ้งชนิดแคปซูลจากประเทศออสเตรเลียแท้ 100% อุดมไปด้วยวิตามิน A, C, E, B1, B2, B3, B6, B9, โปรตีน, เหล็ก, กรดแอสปาร์ติกและกรดโฟลิก สามารถรับประทานได้ทั้งตอนเช้าและก่อนนอน วันละ 1 – 2 เม็ด มีให้เลือก 4 ขนาด 3 แบบ คือ Nature’s King Royal Jelly + Vit C เม็ดฟู่ ปริมาณบรรจุ 20 เม็ด ราคา 690 บาท, Nature’s King Royal Jelly Premium ปริมาณบรรจุ 180 เม็ด ราคา 1,490 บาท, Nature’s King Royal Jelly Original 1,000 มิลลิกรัม ปริมาณบรรจุ 120 เม็ด ราคา 590 บาท และ Nature’s King Royal Jelly Original ปริมาณบรรจุ 365 เม็ด ราคา 1,690 บาท

Wealthy Health Royal Jelly 1000mg 6% นมผึ้งจากออสเตรเลียชนิดแคปซูล อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม, คาร์โบไฮเดรท โปรตีน, กรดไขมัน, วิตามิน A D E, แร่ธาตุต่าง ๆ , กรดอะมิโนและเจลาติน ปริมาณบรรจุ 365 เม็ด ราคา 2,415 บาท ด้วยปริมาณนมผึ้งเข้มข้นถึง 6% หรือ 1,000 มิลลิกรัม จึงไม่ควรรับประทานเกินวันละ 1 เม็ด หลังอาหาร

Real Elixir นมผึ้งออร์แกนิกจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและปรับฮอร์โมนทั้งชาย/หญิง คืนความอ่อนเยาว์วัยด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เต็มเปี่ยม รับประทานง่ายเพียงวันละ 1 – 2 เม็ด ปริมาณบรรจุขวดละ 30 แคปซูล ราคา 690 บาท

Royal Bee นมผึ้งแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที่มีกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากนมผึ้งทั่วไป เพราะไม่ผ่านความร้อนจึงสามารถคงคุณประโยชน์เอาไว้ได้อย่างดีและยังมีปริมาณของนมผึ้งอัดแน่นถึง 1,500 มิลลิกรัม ช่วยปรับสมดุลของระบบการทำงานและฮอร์โมน รวมถึงช่วยเพิ่มเกราะป้องกันเชื้อไวรัส แบคทีเรียตัวการที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่ พร้อมซ่อมแซมเซลล์ผิวทำให้ผิวและร่างกายแข็งแรงขึ้น ปริมาณบรรจุขวดละ 30 เม็ด ราคา 1,490 บาท

(ราคาทั้งหมด อาจเปลี่ยนแปลงตามปัจจุบัน ขอให้ตรวจสอบราคาจำหน่ายอีกครั้ง)

ทั้งนี้ แม้ว่านมผึ้งจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรรับประทานในปริมาณที่กำหนดไว้บนฉลากและรับประทานควบคู่ไปกับอาหาร 5 หมู่ เพื่อสุขภาพผิวและร่างกายที่ดียิ่งขึ้น